<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Kenny Keng</title>
	<atom:link href="https://www.kenny-keng.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.kenny-keng.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 06 Oct 2026 07:37:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1.3</generator>

<image>
	<url>https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/02/cropped-Logo-32x32.png</url>
	<title>Kenny Keng</title>
	<link>https://www.kenny-keng.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>บทเรียนจาก 2018 -2026 เมื่อกำแพงเมืองกลายเป็นพื้นที่ศิลปะ</title>
		<link>https://www.kenny-keng.com/lessons-2018-2026-city-walls-become/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วิทยา ศรีม่วง (Kenny Keng)]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 06 Oct 2026 07:30:26 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[มุมมอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kenny-keng.com/?p=24851</guid>

					<description><![CDATA[The Spirit of Ancient Phichai 2018 : เมื่อกำแพงเมืองกลายเป็นพื้นที่ศิลปะ หลายครั้งที่ผมสร้างผลงานศิลปะ มันไม่ได้เริ่มต้นจากการที่ศิลปินหยิบพู่กันขึ้นมา แต่มันเริ่มจากการเดินเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง…]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"><b>The Spirit of Ancient Phichai 2018 : เมื่อกำแพงเมืองกลายเป็นพื้นที่ศิลปะ 

</b>หลายครั้งที่ผมสร้างผลงานศิลปะ มันไม่ได้เริ่มต้นจากการที่ศิลปินหยิบพู่กันขึ้นมา แต่มันเริ่มจากการเดินเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วเกิดคำถามขึ้นในใจว่า<b>
“ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงสถานที่แห่งนี้เลย แต่ใช้ศิลปะทำให้คนมองมันใหม่ จะเป็นอย่างไร?”</b></p>



<p class="wp-block-paragraph">คำถามแบบนี้อยู่กับผมมาตั้งแต่สมัยเรียน และค่อย ๆ เดินทางมากับผม จนผมกลับมาทำงานเกี่ยวกับเมืองพิชัยอย่างจริงจัง ซึ่งหลังจากกลับจากการแสดงงานที่เกาหลีใต้ประมาณหนึ่งปี ในปี 2018 ผมได้ทดลองคำถามนี้อีกครั้งผ่านผลงานชุด <strong>The Spirit of Ancient Phichai</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ตอนนั้นผมยังไม่ได้เรียกสิ่งที่กำลังทำว่า <em>Place-based Art</em> เหมือนที่ผมใช้ทำความเข้าใจงานของตัวเองในวันนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมเพียงรู้สึกว่า <strong>พิชัยมีบางอย่างที่ผมอยากทำงานด้วย</strong><strong> </strong>และครั้งนั้น ผมอยากลองดูว่า <strong>ศิลปะจะเข้าไปทำงานร่วมกับสถานที่จริงได้อย่างไร</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>กำแพงเมืองไม่ใช่เพียงกำแพง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนทำงานชุดนี้ ผมใช้เวลาหลายปีทำงานเกี่ยวกับพิชัย ทั้งการเขียน การวาดภาพ และการค้นคว้าเรื่องราวของเมือง ผมเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ไม่ได้อยู่เฉพาะในหนังสือ มันอยู่ในถนน อยู่ในบ้านเก่า อยู่ในวัด อยู่ในผู้คน และอยู่ในสิ่งที่เหลืออยู่จากอดีต</p>



<p class="wp-block-paragraph">หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผมสนใจมากคือ <strong>กำแพงเมืองและคูเมืองพิชัย</strong> ซึ่งผมไม่ได้มองมันเพียงในฐานะโบราณสถาน แต่เริ่มมองว่า กำแพงเหล่านี้เป็นเหมือนข้อความที่เมืองทิ้งเอาไว้ แม้คนในอดีตไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว แต่ร่องรอยของพวกเขายังอยู่ คำถามสำหรับผมจึงไม่ได้มีเพียง “กำแพงนี้สร้างเมื่อไร?” แต่เป็น <strong>“</strong><strong>วันนี้เราจะอ่านสิ่งที่กำแพงกำลังบอกเราอย่างไร</strong><strong>?”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วงก่อนการสร้างงาน ผมเองก็มีโอกาสศึกษาพูดคุยเรื่องกำแพงเมือง คูเมือง และการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงเรื่องศิลปินกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พื้นที่หนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือบริเวณด้านทิศเหนือของกำแพงเมืองพิชัย ซึ่งในเวลานั้นเป็นพื้นที่ที่ถูกปิดกั้นและมีปัญหาการรุกล้ำมานาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ทำให้ผมมองสถานที่เปลี่ยนไป <em>จากสิ่งที่ควรศึกษา</em><em> </em><em>ไปสู่สิ่งที่สามารถนำมาสนทนาผ่านศิลปะได้</em></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ผมไม่ได้เอากำแพงเมืองมาเป็นฉากหลัง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">นี่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของงานชุดนี้ ผมไม่ได้คิดว่า “เราจะวาดรูปกำแพงเมืองพิชัยให้สวยอย่างไร?” เพราะถ้าทำแบบนั้น กำแพงเมืองก็ยังเป็นเพียง “หัวข้อ” ของภาพ แต่สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าคือ <strong>จะทำอย่างไรให้กำแพงเมืองกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างงาน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สถานที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากหลังให้กับศิลปิน แต่สถานที่เข้ามามีส่วนกำหนดว่าเราจะสร้างงานอย่างไร เมื่อผมเข้าไปอยู่ตรงนั้น ผมต้องมองแสง มองพื้นผิว มองร่องรอยของเวลา มองต้นไม้ มองผู้คนที่เดินผ่าน และมองความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เหลืออยู่กับสิ่งที่หายไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมไม่ได้กำลังวาด “กำแพง” แต่ผมกำลังพยายาม<strong> </strong><strong>ฟัง</strong><strong>ว่า</strong><strong>สิ่งที่อยู่รอบกำแพง</strong><strong>นั้นกำลังสื่อสารอะไรกับผมอยู่</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>The Spirit of Ancient Phichai</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>The Spirit of Ancient Phichai</strong> เกิดขึ้นในปี 2018 ในฐานะงาน <strong>Conceptual Art</strong> ซึ่ง เลานั้น Archive เดิมของผมบันทึกว่า กิจกรรมเปิดและ Workshop จัดขึ้นบริเวณกำแพงเมืองพิชัยในวันที่ <strong>16 </strong><strong>มีนาคม </strong><strong>2018</strong> ก่อนนำผลงานไปจัดแสดงต่อที่ <strong>PHICHAI GALLERY &amp; NOODLES</strong> ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม–11 เมษายน 2018</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทันทีที่ผมได้มองย้อนกลับไปในวันนั้น ถึงวันนี้ผมรู้สึกว่าส่วนที่สำคัญที่สุดของงานอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่นำภาพไปแขวนในพื้นที่แสดงงาน แต่ผมว่ามันคือช่วงเวลาที่เรา <strong>เอาศิลปะกลับไปอยู่ในสถานที่จริง</strong><strong>ต่างหาก</strong>  เพราะทันทีเมื่อศิลปินและผู้คนเข้าไปอยู่ตรงกำแพงเมือง กำแพงนั้นจะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เรามอง แต่มันจะกลายเป็นสิ่งที่เราต้อง “พบ” ซึ่งนั่น หมายถึงการเกิดประสบการณ์ใหม่</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วันนั้นไม่ได้มีเพียงผมคนเดียว</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบันทึกเพิ่มเติมเมื่อกลับมาอ่านงานนี้ในวันนี้ คือ The Spirit of Ancient Phichai ไม่ได้เกิดขึ้นในฐานะผมเป็นศิลปินคนหนึ่งที่เดินเข้าไปทำงานกับกำแพงเพียงลำพัง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ณ ช่วงเวลานั้น ข่าวร่วมสมัยของ <strong>ไทยรัฐออนไลน์ </strong><strong>เมื่อ</strong><strong>วันที่ </strong><strong>21 </strong><strong>มีนาคม </strong><strong>2561</strong> บันทึกว่า อำเภอพิชัยร่วมกับผมจัดกิจกรรม “จิตวิญญาณแห่งเมืองโบราณ (The Spirit of Ancient)” บริเวณกำแพงเมืองพิชัยด้านทิศเหนือ และมีศิลปินจาก <strong>4 </strong><strong>เมืองประวัติศาสตร์ ได้แก่ </strong><strong>สวรรค</strong><strong>โลก สุโขทัย พิษณุโลก และพิชัย มากกว่า </strong><strong>10 </strong><strong>คน</strong> รวมทั้งศิลปินรุ่นเยาว์และผู้สนใจเข้าร่วม</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงภาพวาด</strong><strong>แต่มีความรู้สึกร่วมกัน</strong><strong> </strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">มีงานที่ใช้สื่อและวิธีการแตกต่างกัน ทั้งภาพวาด บทกวี และบทเพลง รวมถึงการสร้างผลงานที่เกิดขึ้นสด ๆ ภายในพื้นที่ผลงานถูกจัดวางแทรกไปกับต้นไม้และพื้นที่ภายในกำแพงเมือง ทำให้ภูมิทัศน์เดิมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการรับชมงานศิลปะไปโดยธรรมชาติ</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผม นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะมันทำให้คำว่า <strong>Art Journey</strong> ไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินทางของผลงานจากสถานที่หนึ่งไปอีกสถานที่หนึ่งแต่มันหมายถึง <strong>การเดินทางของศิลปิน ความคิด ผู้คน และสถานที่ไปพร้อมกัน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เมื่อสื่อมวลชนเข้ามามองพื้นที่เดียวกัน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้นไม่ได้อยู่เฉพาะในวงการศิลปะ “ไทยรัฐ” นำเสนอข่าวกิจกรรมภายใต้พาดหัวที่เชื่อมโยงกับกระแส “ออเจ้า” จากละคร <em>บุพเพสันนิวาส</em> และการวาดภาพ “การะเกด” ซึ่งสะท้อนว่ากิจกรรมสามารถเชื่อมเรื่องศิลปะ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัยเข้าด้วยกันได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><em><strong>แต่สำหรับผม ส่วนที่สำคัญกว่ากระแสละครคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับพื้นที่จริง</strong></em></p>



<p class="wp-block-paragraph">ข่าวระบุอย่างชัดเจนว่า กิจกรรมนี้ถูกมองว่าเป็นครั้งแรกของเมืองพิชัยที่นำงานศิลปะเข้าไปสร้างสรรค์บริเวณกำแพงเมือง และตั้งใจใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็น <b>“ห้องโถงธรรมชาติ”</b> เพื่อเปิดมุมมองใหม่ต่อพื้นที่ประวัติศาสตร์</p>



<p class="wp-block-paragraph">นั่นทำให้ผมย้อนกลับมาคิดว่า บางทีเราไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารใหม่เพื่อสร้างพื้นที่ศิลปะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">บางครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>พื้นที่นั้นมีอยู่แล้ว</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หน้าที่ของเราเพียงต้องทำให้ผู้คนกลับไปมองเห็นและเกิดความรู้สึกร่วมกันอีกครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>แล้วงานครั้งนั้นส่งผลอะไร</strong><strong>?</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมคิดว่าคำถามนี้สำคัญ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปเกือบสิบปี เราสามารถมองย้อนกลับไปโดยไม่ต้องพูดเกินจริง ผมจึงอยากแยกผลกระทบออกเป็นสองส่วน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สิ่งที่เกิดขึ้นกับพื้นที่และผู้คนในเวลานั้น</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จากหลักฐานข่าวร่วมสมัย เราพูดได้อย่างชัดเจนว่า กิจกรรมนี้มีเป้าหมายมากกว่าการจัดแสดงงานศิลปะ อำเภอพิชัยและกลุ่มศิลปินใช้กิจกรรมเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์เมืองพิชัยในฐานะแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และต้องการปลุกจิตสำนึกให้คนในพื้นที่เห็นคุณค่าและหวงแหนมรดกที่บรรพบุรุษทิ้งไว้</p>



<p class="wp-block-paragraph">การมีศิลปินจากหลายเมืองประวัติศาสตร์เข้ามาร่วมกัน ก็ทำให้กำแพงเมืองพิชัยไม่ได้ถูกพูดถึงเพียงในฐานะสถานที่ของคนพิชัย แต่มันกลายเป็นพื้นที่ที่ศิลปินจากหลายพื้นที่เข้ามาพบกัน และเกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างศิลปะ ประวัติศาสตร์ และชุมชน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>แต่ผลกระทบที่เกิดกับผมกลับอยู่ยาวนานกว่านั้น</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผม ผลกระทบที่ชัดที่สุดไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเข้าชมงาน แต่อยู่ที่วิธีคิดของผมเอง ซึ่งหลังจากจบงาน ผมเริ่มเข้าใจบางอย่างเพิ่มขึ้นว่า <em>ผลงานศิลปะไม่ได้จำเป็นต้องจบลงเมื่อการจัดแสดงจบลง</em> สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมจากงานนี้ไม่ได้หายไปพร้อมกับการรื้อถอนนิทรรศการ แต่ <strong>มันกลับกลายเป็นวิธีคิดใหม่ในการทำงาน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จากเดิมที่ผมเคยถามว่า <em>“</em><em>ผมจะสร้างงานอะไรดี</em><em>?”</em> คำถามค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น<strong> </strong><em><strong>“</strong></em><em><strong>ผมจะทำงานกับสถานที่นี้อย่างไร</strong></em><em><strong>?”</strong></em></p>



<p class="wp-block-paragraph">และต่อมาก็กลายเป็น <strong>“</strong><strong>สถานที่นี้จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานได้อย่างไร</strong><strong>?”</strong> ความแตกต่างระหว่างคำถามสองแบบนี้ทำให้วิธีทำงานของผมเปลี่ยนไปมากในปัจจุบัน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เมื่อสถานที่เริ่มสอนศิลปิน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากการทำงานกับกำแพงเมืองคือ <strong>สถานที่มีความทรงจำของมันเอง</strong><strong> </strong>เราไม่สามารถเข้าไปในสถานที่หนึ่งแล้วคิดว่าเรารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมัน แม้เราจะอ่านหนังสือ  ศึกษาประวัติศาสตร์มา หรือ ได้เกิดและเติบโตอยู่ใกล้สถานที่นั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><em>ทันทีที่</em><em>เรา</em><em>เริ่ม</em><em>เข้าไปทำงานจริง สถานที่</em><em>แห่งนั้น</em><em>ก็ยังมีบางอย่างให้เราเรียนรู้อยู่เสมอ</em><em> </em>ผมจึงเริ่มรู้สึกว่า การทำงานศิลปะกับสถานที่ไม่ใช่การที่ศิลปินเข้าไป <em>“เติมความหมาย”</em> ให้กับสถานที่เพียงฝ่ายเดียว แต่มันเป็นการแลกเปลี่ยนให้กันและกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ศิลปินมองสถานที่</strong><br><strong>สถานที่สะท้อนกลับมาหาศิลปิน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">และบางครั้ง สิ่งที่เราได้กลับมาอาจไม่ใช่ภาพหนึ่งภาพ แต่อาจเป็นคำถามใหม่ที่ท้าทายที่อาจจะอยู่กับเราไปอีกหลายปี</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>จากกำแพงเมืองสู่หนังสือ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่น่าสนใจเมื่อมองย้อนกลับไป คือเรื่องของกำแพงเมืองไม่ได้จบลงพร้อมกับ The Spirit of Ancient Phichai</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในเวลาต่อมา ผมกลับมาทำงานกับเรื่อง <strong>กำแพงเมือง–คูเมืองพิชัย</strong> อีกครั้ง ทั้งในรูปแบบงานศิลปะ หนังสือ และการพูดคุยเรื่องการอนุรักษ์และการพัฒนาเมือง ในปี 2020 มีการจัดนิทรรศการและเสวนา <strong>“</strong><strong>กำแพงเมือง-คูเมือง&#8230;บอกเล่าเรื่องเมืองพิชัย”</strong> ซึ่งพูดถึงมรดกทางภูมิวัฒนธรรม การดูแลรักษา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ศิลปิน นักคิด และผู้เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์เข้าร่วม</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อมองย้อนกลับไป ผมจึงเห็นว่า <strong>กำแพงเมืองไม่ได้เป็นเพียงหัวข้อหนึ่งของงานปี </strong><strong>2018</strong><strong> </strong>แต่มันกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางการทำงานของผม จากศิลปะไปสู่การบันทึก จากการบันทึกไปสู่การตั้งคำถามเรื่องการอนุรักษ์ และจากการอนุรักษ์ กลับมาสู่การสร้างความหมายให้กับเมืองอีกครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>จาก </strong><strong>The Spirit of Ancient Phichai </strong><strong>มาถึงงานของผมในวันนี้</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2018 ผมอาจยังไม่ได้ใช้คำว่า <strong>Place-based Art</strong> แต่วันนี้ เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมเห็นว่าความคิดนั้นเริ่มปรากฏอยู่แล้ว ผมไม่ได้เพียงสร้างงานศิลปะ <strong>ใน</strong> พิชัย แต่กำลังเรียนรู้ว่าจะสร้างงานศิลปะ <strong>ร่วมกับ</strong> พิชัยได้อย่างไร</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากนั้นความคิดนี้ค่อย ๆ เดินทางต่อ จากกำแพงเมืองไปสู่หนังสือ จากหนังสือไปสู่พื้นที่ จากพื้นที่ไปสู่ผู้คน จากผู้คนกลับไปสู่เมืองอีกครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><b>และต่อมาแนวคิดนี้ก็ปรากฏในงานและพื้นที่อื่น ๆ ของผม ทั้ง Kenny&#8217;s House, Phichai Colorful และ Kenny Alley</b></p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อมองจากวันนี้ ผมจึงเห็นเส้นทางบางอย่างชัดขึ้น <strong>ผมไม่ได้เพียงสร้างงานศิลปะในพิชัย</strong><strong> </strong>แต่ผมกำลังเรียนรู้ว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>จะสร้างงานศิลปะร่วมกับพิชัยได้อย่างไร</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สิ่งที่ผมเรียนรู้จากกำแพงเมือง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ถ้าถามวันนี้ว่า The Spirit of Ancient Phichai สอนอะไรผม ผมคงตอบว่ามีอยู่สามเรื่อง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. </strong><strong>สถานที่ไม่ใช่ฉากหลัง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สถานที่มีความทรงจำ มีบริบท และมีเสียงของตัวเอง สำหรับศิลปินแล้วจึงควรฟังอย่างตั้งใจก่อนที่จะสร้างสรรค์สิ่งใด</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. </strong><strong>ศิลปะไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่เสมอไป</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">มีอยู่หลาย ๆ ครั้งที่งานศิลปะทำได้ดีที่สุด คือทำให้ผู้คนได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว  ซึ่งแน่นอนว่ากำแพงเดิมอาจไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แต่สายตาของคนที่มองมันอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยมองเห็น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. </strong><strong>งานศิลปะบางงานอาจไม่มีวันเสร็จ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เพราะเมื่อเราทำงานกับสถานที่จริง งานจะเดินทางต่อไปพร้อมกับสถานที่ กำแพงยังอยู่ เมืองยังเปลี่ยน ผู้คนยังเข้ามาและจากไป และความทรงจำใหม่ก็เกิดขึ้นในทุกวัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ดังนั้น งานที่เริ่มต้นจากกำแพงเมืองในปี 2018 จึงอาจไม่ได้จบลงในปี 2018 แต่มันคงยังเดินทางต่อมาในงานของผมจนถึงวันนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>จากกำแพงเมืองสู่เมืองทั้งเมือง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">วันนี้ผมกลับมามองเส้นทางทั้งหมดแล้วรู้สึกว่า บางที <strong>The Spirit of Ancient Phichai</strong> อาจเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของความคิดที่ผมกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ถนนสามารถเป็น Gallery ได้ บ้านสามารถเป็น Studio ได้ ตรอกสามารถเป็นพื้นที่ศิลปะได้ ตลาดสามารถเป็น Exhibition Space ได้ และเมืองทั้งเมืองก็อาจกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมไม่ได้หมายความว่าเราต้องเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ตรงกันข้ามนะ ผมคิดว่าเราเพียงต้องเรียนรู้ที่จะ <strong>มองเมืองที่มีอยู่แล้วให้เห็นมากขึ้น</strong><strong>กว่าเดิม</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผม ศิลปะจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างภาพที่สวยขึ้น บางครั้งศิลปะอาจมีหน้าที่ทำให้เรา <strong>หยุด</strong><strong> </strong><strong>มอง</strong><strong> </strong><strong>ฟัง</strong><strong> </strong><strong>และจำ</strong> ถึงสิ่งที่กำลังจะหายไป</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>The Spirit of Ancient Phichai </strong><strong>ในวันนี้</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อผมย้อนกลับไปดูภาพ บันทึก ข่าว และวิดีโอจากงานในปี 2018 <strong>ผมไม่ได้มองมันด้วยสายตาของคนที่กำลังจะจัดนิทรรศการอีกแล้ว</strong><strong> </strong>แต่ผมมองมันในฐานะ <strong>บทหนึ่งของการเรียนรู้</strong><strong> </strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งตอนนั้นผมกำลังทดลองว่า <strong>ศิลปะจะเข้าไปทำงานกับสถานที่จริงได้อย่างไร</strong><strong>?</strong><strong> </strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">มาถึงวันนี้ผมคิดว่าคำตอบยังไม่สมบูรณ์ และแน่นอนว่า ผมเองก็ไม่ได้ต้องการให้มันสมบูรณ์</p>



<p class="wp-block-paragraph">เพราะถ้ามีคำตอบที่สมบูรณ์แล้วก็แน่นอนเหลือเกินว่า งานนั้นก็คงจำเป็นต้องหยุดเดินทาง</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผม <em><strong>งานศิลปะที่ดีอาจไม่ใช่งานที่ให้คำตอบสุดท้าย</strong></em> <em><strong>แต่อาจเป็นงานที่ทำให้เราอยากกลับไปถามคำถามเดิมอีกครั้ง</strong></em><em><strong> </strong></em>คราวนี้การมองเห็นคงมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">วันนี้กำแพงเมืองพิชัยยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม แต่สำหรับผม มันไม่ใช่กำแพงเดิมอีกต่อไปเพราะครั้งหนึ่ง ผมเคยเข้าไปยืนอยู่ตรงนั้น และลองฟังว่า <strong>เมืองกำลังพูดอะไรกับเรา</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="680" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TheSpirit-2018-1-1024x680.jpg" alt="" class="wp-image-24853" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TheSpirit-2018-1-1024x680.jpg 1024w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TheSpirit-2018-1-300x199.jpg 300w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TheSpirit-2018-1-768x510.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TheSpirit-2018-1-1069x710.jpg 1069w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TheSpirit-2018-1.jpg 1251w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" />
<figcaption class="wp-element-caption">https://kennyart.wixsite.com/kenny/my-art-map</figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"><strong>บันทึกผลงาน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>The Spirit of Ancient Phichai</strong><br>Art Journey #1 / Conceptual Art<br>Concept: Kenny Witthaya Srimuang (Kenny Keng)<br>Artist: Molecule of Arts group<br>2018<br>Phichai, Uttaradit, Thailand</p>



<p class="wp-block-paragraph">Opening &amp; Workshop: 16 March 2018<br>Ancient City Wall, Phichai</p>



<p class="wp-block-paragraph">Exhibition: 16 March – 11 April 2018<br>PHICHAI GALLERY &amp; NOODLES, Phichai, Uttaradit</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Archive &amp; Press</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">บทความนี้เรียบเรียงจากบันทึกส่วนตัวของผม เอกสาร archive ของงาน และหลักฐานข่าวร่วมสมัย เพื่อบันทึก The Spirit of Ancient Phichai ในฐานะส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการทางความคิดในการทำงานศิลปะของผม</p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;<strong>Thai Rath Online, 21 March 2018:</strong><span style="background-color: transparent;font-family: inherit;font-style: inherit;font-weight: inherit"> รายงานกิจกรรม “จิตวิญญาณแห่งเมืองโบราณ” การรวมศิลปินจาก 4 เมืองประวัติศาสตร์ และการใช้กำแพงเมืองพิชัยเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ https://www.thairath.co.th/news/local/north/1234196</span></p>



<p class="wp-block-paragraph"><b>• สวท.อุตรดิตถ์ กรมประชาสัมพันธ์ 23 March 2018  ไ</b>ปชมกำแพงเมืองโบราณพิชัย เมืองเก่าสมัยอโยธยา ที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นห้องโถงแสดงนิทรรศการศิลปะ ของศิลปินชื่อดังระดับประเทศกว่า 10 คน งานนี้ มีแม่หญิงการะเกดด้วยนะเจ้าคะ<b> https://www.facebook.com/share/v/1CAUUYobtS/</b></p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;<strong>Kenny Keng Archive:</strong> บันทึกงาน The Spirit of Ancient Phichai ในฐานะ Art Journey #1 และ Conceptual Art พร้อมวันจัดแสดงและสถานที่ https://kennyart.wixsite.com/kenny/single-post/2018/03/19/The-spirit-of-ancient-Phichai-Exhibition</p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;<strong>Kenny Keng Art Map:</strong> ภาพ archive และรายชื่อศิลปินที่ร่วมในงาน  https://kennyart.wixsite.com/kenny/my-art-map</p>



<p class="wp-block-paragraph">Kenny Keng<br><strong>Thai Contemporary Zen Artist</strong></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จากวันเริ่มต้น 2007–2026 หนังสือ “พิชัย เมืองเล็ก แต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ”</title>
		<link>https://www.kenny-keng.com/pichai-muang-lek-biography-2007-2026/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วิทยา ศรีม่วง (Kenny Keng)]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Sep 2026 08:04:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[มุมมอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kenny-keng.com/?p=24767</guid>

					<description><![CDATA[หนังสือเล่มแรกที่ทำให้ผมเริ่มมอง “สถานที่” ในแบบที่ไม่เหมือนเดิม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">หนังสือเล่มแรกที่ทำให้ผมเริ่มมอง “สถานที่” ในแบบที่ไม่เหมือนเดิม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตอนที่ผมเริ่มทำหนังสือเล่มนี้ ผมเองก็ไม่ได้รู้เลยว่า สิ่งที่กำลังทำจะพาผมไปไกลกว่าหนังสือหนึ่งเล่ม ตอนนั้นผมไม่ได้คิดเรื่อง <strong>Place-based Art</strong> ไม่ได้คิดเรื่องการทำงานศิลปะกับเมือง ไม่ได้คิดว่าจะมี Kenny’s House ไม่ได้คิดว่าจะมี Kenny Alley:ตรอกพระนอน ย่านเมืองพิไชย และไม่ได้คิดว่าวันหนึ่งผมจะสร้างเกมที่มีเมืองพิชัยเป็นโลกของเรื่องราวที่ให้คนได้รูสึกถึงเมืองพิชัย ณ ห้วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์</p>



<p class="wp-block-paragraph">เวลานั้นผมแค่รู้สึกว่า <strong>เมืองที่ผมอยู่ มีบางอย่างที่ผมอยากทำความรู้จักให้มากกว่านี้</strong> และความรู้สึกนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือ <strong>“</strong><strong>พิชัย เมืองเล็ก แต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ” </strong>ขึ้นมา</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ทำไมผมจึงต้องเขียนเรื่องพิชัย</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">พิชัยเป็นบ้านของผม ผมคุ้นเคยกับถนนหลายสาย รู้จักสถานที่หลายแห่ง และเห็นผู้คนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กแต่บ่อยครั้งที่ความคุ้นเคยทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หลายคนเดินผ่านกำแพงเมืองเก่าโดยไม่เคยถามว่ามันเคยเกิดอะไรขึ้น เดินผ่านวัดโดยไม่รู้ว่าเคยมีเรื่องราวอะไรอยู่ข้างใน รู้จักชื่อสถานที่ แต่ไม่รู้ว่าชื่อนั้นมีที่มาอย่างไร และเมื่อออกไปพบปะกับผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ  ผมก็พบว่าคนจำนวนไม่น้อยแทบไม่รู้จักพิชัยจริง ๆ เลย</p>



<p class="wp-block-paragraph">มีหลายครั้งเลยที่ผมถูกถามว่า <strong>“</strong><strong>พิชัยอยู่ที่ไหน</strong><strong>?”</strong><strong> </strong>ผมก็ต้องเริ่มอธิบายใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกว่า เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่ได้ไม่มีเรื่องราว แต่บางที <strong>มันยังไม่มีใครเล่าเรื่องของมันมากพอ</strong><strong> </strong>นั่นเป็นความรู้สึกง่าย ๆ ที่ผลักให้ผมเริ่มค้นหา</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“</strong><strong>พิชัย เมืองเล็ก แต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ประโยคนี้กลายเป็นชื่อหนังสือที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกนั้น แน่นอนว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าพิชัยยิ่งใหญ่กว่าเมืองอื่น ไม่ได้คิดว่าหนังสือของผมจะสามารถบันทึกเรื่องราวของเมืองได้ทั้งหมด และไม่ได้บอกว่าผมนั้นรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเมืองพิชัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตรงกันข้าม เมื่อนานวันเข้า ยิ่งค้นหา ผมยิ่งรู้ว่ามีเรื่องอีกมากที่ผมไม่รู้ ชื่อ <strong>“</strong><strong>เมืองเล็ก แต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ”</strong> จึงเป็นทั้งชื่อหนังสือและคำถามของผมในเวลาเดียวกัน ถ้าเมืองนี้มีเรื่องราวมากมาย แล้วทำไมคนถึงยังไม่ค่อยเห็นมัน? ผมอยากลองหาคำตอบด้วยวิธีที่ผมทำได้ในเวลานั้น คือ <strong>การเขียน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ผมไม่ได้แค่เขียน ผมลงไปทำความรู้จักเมือง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การทำหนังสือทำให้ผมรู้ว่า ถ้าผมอยากเล่าเรื่องเมือง ผมคงนั่งอยู่กับโต๊ะแล้วเขียนจากความทรงจำของตัวเองไม่ได้ ผมต้องออกไปหา ผมเริ่มค้นเอกสาร ค้นข้อมูลเก่า เดินดูสถานที่ พูดคุยกับผู้คน ฟังเรื่องเล่าจากคนในพื้นที่ ดูร่องรอยของเมือง และพยายามเอาสิ่งต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายเหล่านั้นมาปะติดปะต่อกัน บางเรื่องอยู่ในเอกสาร บางเรื่องอยู่ในภาพถ่าย บางเรื่องอยู่ในสถานที่ บางเรื่องอยู่ในความทรงจำของคนที่ต่างยุคสมัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมพบว่า เรื่องเล่าของเมืองไม่ได้อยู่เฉพาะในสิ่งที่เป็น “ประวัติศาสตร์ทางการ” แต่มันอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนด้วย  อยู่ในร้านค้า อยู่ในบ้าน อยู่ในวัด อยู่ในตลาด อยู่ในถนน อยู่ในอาหาร และอยู่ในเรื่องเล็ก ๆ ที่คนรุ่นหนึ่งจำได้ แต่คนอีกรุ่นหนึ่งอาจกำลังจะลืม ตรงนี้เองที่ผมเริ่มเรียนรู้บางอย่างโดยไม่รู้ตัวว่า <strong>ถ้าอยากเข้าใจสถานที่ เราต้องใช้เวลาอยู่กับมั</strong><strong>นให้มากที่สุด</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หนังสือหนึ่งเล่มจึงกลายเป็นวิธีเรียนรู้เมือง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ตอนนั้นผมอาจคิดว่าผมกำลัง “หาข้อมูลเพื่อเขียนหนังสือ” แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้ ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วผมกำลังฝึกบางอย่างที่สำคัญกว่านั้น ผมกำลังฝึก <strong>การมอง</strong><strong> </strong>มองสถานที่ มองผู้คน มองรายละเอียด มองความเปลี่ยนแปลง และมองสิ่งที่คนส่วนใหญ่อาจเดินผ่านโดยไม่ได้สังเกต นี่เป็นทักษะที่ติดตัวผมมาจนถึงวันนี้ และผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่า <strong>วิธีทำหนังสือในวันนั้น กำลังสอนผมให้ทำงานกับสถานที่</strong> ในวันนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ทำไมผมจึงรู้สึกว่า “ตัวหนังสืออย่างเดียว” ไม่พอ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อผมทำหนังสือไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มรู้สึกว่า เมืองไม่ได้มีเพียงเรื่องให้เล่า แต่มันมี <strong>ภาพ</strong><strong> </strong><strong>มีรูปร่าง</strong><strong> </strong><strong>มีบรรยากาศ</strong><strong> </strong><strong>มีสี</strong><strong> </strong><strong>มี</strong><strong>กลิ่น</strong><strong> มีรสชาติ</strong><strong> มี</strong><strong>ร่องรอย</strong><strong> </strong><strong>มีระยะทาง</strong><strong> </strong><strong>มีความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่กับผู้คน</strong> ผมจึงไม่ได้อยากให้หนังสือมีแต่ตัวหนังสือ ผมอยากวาด อยากทำแผนที่ อยากบันทึกสถานที่ อยากให้คนเห็นเมืองผ่านสายตาอีกแบบหนึ่ง เพราะบางครั้งเราสามารถอธิบายสถานที่หนึ่งด้วยคำพูดหลายร้อยคำ แต่ภาพเพียงภาพเดียวอาจทำให้คนรู้สึกกับสถานที่นั้นได้ทันที ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่า <strong>“ศิลปะกับสถานที่”</strong> ผมเพียงรู้สึกว่า <strong>การเล่าเมืองด้วยตัวหนังสือ</strong><strong>เพียง</strong><strong>อย่างเดียวไม่พอ</strong><strong>แน่</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หลังจากหนังสือ เมืองไม่ได้จบลงในหน้ากระดาษ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อหนังสือเสร็จ ในใจผมคิดว่าควรจะจบเรื่องได้แล้ว แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นหนังสือเล่มนั้นเหมือนเปิดประตูบางอย่างขึ้นมา จากหนังสือ ผมเริ่มวาดเมือง จากการวาด ผมเริ่มทำงานบนพื้นที่จริงด้วยการออกสัมภาษณ์ บันทึกเป็นสารคดีเล่าเรื่องเมือง จากพื้นที่ ผมก็เริ่มทำกิจกรรมกับผู้คน จากนั้นจึงค่อย ๆ เกิดงานและโครงการต่าง ๆ ตามมา จาก<strong>หนังสือ </strong><strong>สู่</strong><strong>การวาดเมือง</strong><strong>  </strong><strong>กลายเป็น</strong><strong>การสร้าง</strong><strong>งานบนกำแพง</strong><strong>เมือง</strong><strong>เก่า</strong><strong>  </strong><strong>ส่</strong><strong>ง</strong><strong>ต่อไปยัง </strong><strong>Kenny’s House สู่การบันทึกเรื่องราวของเมืองพิชัยในช่องยูทูป </strong><strong>สู่กิจกรรม</strong><strong> </strong><strong>Phichai Colorful  </strong><strong>และมาถึง</strong><strong> Kenny Alley</strong> กระทั่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลาย ๆ คนในการลุกขึ้นมาทำบางอย่างให้กับเมืองที่ตนรัก อาศัย และสร้างอาชีพให้กับตน</p>



<p class="wp-block-paragraph">วันนี้เมื่อมองย้อนกลับไป ผมจึงเห็นว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่ได้เป็นโครงการที่แยกจากกัน มันกลายเป็นเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่ในแต่ละช่วงผมใช้วิธีเล่าเรื่องแตกต่างกัน ใช้หนังสือบ้าง ภาพวาด วีดีโอ สารคดี งานศิลปะบ้าง บางครั้งใช้ก็พื้นที่ บางครั้งใช้กิจกรรม และบางครั้งใช้อารมณ์ที่อยู่ในเกมอย่าง <strong>PHICHAI : </strong><strong>เมืองลับ</strong> เพราะผมเริ่มเชื่อแล้วว่า<strong> </strong><strong>เรื่องราวของเมืองไม่จำเป็นต้องถูกเล่าด้วยวิธีเดียว และแน่นอนว่าแกนกลางของการสร้างสรรค์เหล่านั้น คือ ศิลปะ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>จาก “การบันทึกเมือง” สู่ “การทำงานกับเมือง”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของผม ตอนแรกผมคิดว่า <strong>ผมกำลังบันทึก</strong><strong>เมือง</strong><strong>พิชัย</strong><strong> </strong>แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มรู้สึกว่า<strong> </strong><strong>ผมกำลังทำงานกับ</strong><strong>เมือง</strong><strong>พิชัย</strong> ความแตกต่างของสองคำนี้เล็กมาก แต่สำหรับผม มันเปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมด <b>การบันทึก คือการมองสิ่งที่มีอยู่แล้วและเก็บมันไว้</b> แต่<b>การทำงานกับเมือง คือการเข้าไปมีส่วนร่วม สร้างบางอย่าง ชวนผู้คนเข้ามา ทดลองบางอย่าง ตั้งคำถามใหม่ และดูว่าสิ่งนั้นจะทำให้คนกลับมามองสถานที่เดิมอย่างไร</b></p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมไม่ได้ต้องการสร้างพิชัยขึ้นมาใหม่ ผมเพียงอยากทดลองว่า <strong>เราสามารถทำให้คนมองเห็นพิชัยในมุมใหม่ได้หรือไม่</strong> และในขณะเดียวกัน<b>ผู้คนก็สามารถสร้างมุมมองใหม่ของตนที่มีกับเมืองพิชัยนี้ได้ด้วยเช่นกัน</b></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>แล้ววันนี้ผมมองหนังสือเล่มนั้นอย่างไร</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เวลาผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว ถ้านับจากช่วงที่ผมเริ่มรวบรวมเรื่องราวในปี 2007 จนถึงวันนี้ในปี 2026 ผมกลับไปมองหนังสือเล่มนั้นด้วยความรู้สึกที่ต่างจากเดิมมากโขอยู่ ตอนนั้นผมเห็นมันเป็น <strong>หนังสือเกี่ยวกับ</strong><strong>เมือง</strong><strong>พิชัย</strong><strong> </strong>แต่วันนี้ผมกลับเห็นมันเป็น <strong>บันทึกจุดเริ่มต้นของวิธีคิดของตัวเอง</strong><strong> </strong>ผมมองเห็นชายคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน ยังไม่ได้มีคำว่า Place-based Art อยู่ในความคิด ยังไม่ได้คิดเรื่องการสร้างพื้นที่ ยังไม่ได้คิดเรื่องการทำงานศิลปะกับชุมชน แต่เขามีความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมาก คือ <strong>ไม่อยากให้สิ่งที่มีคุณค่าถูกมองข้าม</strong><strong> ไม่อยากให้พื้นที่ที่ถูกเลือกพร้อมให้ความสำคัญในอดีตถูกปล่อยปะละเลย</strong><strong> </strong>และเมื่อมองย้อนกลับไปผมคิดว่าความรู้สึกนั้นยังอยู่กับผมจนถึงวันนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>19 </strong><strong>ปีผ่านไป กับสิ่งที่ผมเห็นมากขึ้น</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่พิชัย แต่คือ <strong>สายตาของผมเอง</strong><strong> </strong>เมื่อก่อนผมอาจมองเมืองผ่านสถานที่ วันนี้ผมมองผ่านความสัมพันธ์ สถานที่กับความทรงจำ ผู้คนกับพื้นที่ ศิลปะกับชีวิต อดีตกับปัจจุบัน และเรื่องเล่ากับอนาคต ผมเริ่มเข้าใจว่า เมืองไม่ใช่เพียงสิ่งที่เรามองเห็น เมืองคือสิ่งที่เรามีความสัมพันธ์ด้วย และถ้าเราอยากให้เมืองมีชีวิต บางครั้งสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การสร้างสิ่งใหญ่โต แต่คือการทำให้ผู้คนกลับมารู้สึกว่า <strong>“</strong><strong>สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรานี่ มีความหมาย”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หนังสือเล่มแรกกับงานที่ยังไม่จบ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">วันนี้ผมไม่ได้คิดว่าหนังสือ <strong>“</strong><strong>พิชัย เมืองเล็ก แต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ”</strong><strong> </strong>เป็นผลงานที่จบสมบูรณ์แล้ว ผมกลับมองมันเหมือนเมล็ดเล็ก ๆ เมล็ดหนึ่ง มันเริ่มจากการเขียน แล้วแตกแขนงออกไปเป็นการวาด เป็นงานศิลปะ เป็นพื้นที่ เป็นกิจกรรม เป็นเรื่องเล่า เป็นการเดินทาง เป็นเกม และเป็นความพยายามที่จะทำให้เมืองแห่งหนึ่งกลับมาอยู่ในสายตาของผู้คน เมื่อมองย้อนกลับไป ผมจึงรู้สึกว่าตอนนั้นผมคิดว่า <strong>ผมกำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับพิชัย</strong><strong> </strong>แต่วันนี้ผมกลับคิดว่า <strong>หนังสือเล่มนั้นอาจเป็นงานชิ้นแรกที่ทำให้ผมเริ่มเข้าใจว่า สถานที่เองก็สามารถเป็นผลงานศิลปะได้</strong><strong> </strong>และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เรื่องของพิชัยยังไม่จบ เพราะผมเองก็ยังไม่ได้หยุดค้นหา ยังไม่ได้หยุดวาด ยังไม่ได้หยุดสร้าง และยังไม่ได้หยุดถามว่า <strong>เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่ถูกมองข้าม กลับมาถูกมองเห็นอีกครั้ง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เกือบ 20 ปีผ่านไป <b>คำถามนั้นยังอยู่ เพียงแต่วันนี้ผมมั่นใจว่าผมมีวิธีตอบมันมากกว่าหนึ่งวิธีแล้</b>ว</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Kenny Keng (วิทยา ศรีม่วง)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">Thai Contemporary Zen Artist</p>



<p class="wp-block-paragraph">สร้างงานศิลปะผ่านความทรงจำ สถานที่ และเรื่องราวของผู้คน</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;เมื่อสถานที่กลายเป็นผลงาน&#8221; ศิลปะกับเมืองพิชัย จากการบันทึกเมืองสู่การสร้างพื้นที่</title>
		<link>https://www.kenny-keng.com/when-place-becomes-artwork/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[วิทยา ศรีม่วง (Kenny Keng)]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2026 09:19:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[มุมมอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kenny-keng.com/?p=24725</guid>

					<description><![CDATA[ครั้งหนึ่งผมเคยนึกถามตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่า จริง ๆ แล้วผมทำงานศิลปะเกี่ยวกับอะไร ทันทีที่เริ่มต้น ผมคิดว่าผมกำลังวาดรูป กำลังเขียนหนังสือ กำลังทำงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หรือกำลังสร้างพื้นที่เล็ก ๆ…]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"><strong>    ครั้งหนึ่งผมเคยนึกถามตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่า จริง ๆ แล้วผมทำงานศิลปะเกี่ยวกับอะไร ทันทีที่เริ่มต้น ผมคิดว่าผมกำลังวาดรูป กำลังเขียนหนังสือ กำลังทำงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หรือกำลังสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ของตัวเอง คำถามของผมคงอาจหมายถึง &#8220;อะไร คือ ความสมบูรณ์แบบของงานที่ผมทำอยู่ ?&#8221;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมกลับพบว่าสิ่งที่ผมทำมาตลอดมีบางอย่างเชื่อมโยงกันอยู่ สิ่งนั้นคือ <strong>“</strong><strong>สถานที่”</strong> สถานที่ที่เราอยู่ สถานที่ที่เราเดินผ่าน สถานที่ที่มีความทรงจำ สถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ และสถานที่ที่บางครั้งถูกมองข้าม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตอนแรกผมตั้งใจเพียงว่าจะใช้ศิลปะนำเรื่องราวทั้งหมดที่ผมทำมาตั้งแต่ต้น แต่การตีโจทย์นั้นยังไม่ชัดเจนนัก ผมคิดเพียงว่า เราจะใช้สถานที่เป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะ ใช้สถานที่จัดนิทรรศการ หรือใช้สถานที่เป็นพื้นที่ทำงานได้อย่างไร แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งผมจะมาถึงคำถามว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เราจะทำให้สถานที่กลายเป็นงานศิลปะได้หรือไม่</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ความคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว มันค่อย ๆ รวมกันและก่อตัวขึ้นจากการทำงานทีละอย่าง จากการเขียนไปสู่การวาด จากการวาดไปสู่การสร้างพื้นที่ จากพื้นที่หนึ่งไปสู่ผู้คน และจากผู้คนกลับไปสู่เมือง เมื่อถึงวันหนึ่ง วันที่ผมได้มองย้อนกลับไป ผมจึงเริ่มเห็นเส้นทางบางอย่างของตัวเองชัดขึ้นเรื่อย ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2007-2009: เมื่อผมเริ่มเล่าเรื่องพิชัย</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี 2007-2009 เป็นปีที่สำคัญสำหรับผม ช่วงเวลานั้นผมเริ่มเขียนหนังสือ <strong>“</strong><strong>พิชัย เมืองเล็กแต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ”</strong> ในนาม “วิทยา ชี” เป็นหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์ของพิชัย ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2009 และหลังจากนั้นผมก็ทำงานอีกหลายด้านในจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและนักวาดภาพประกอบเรื่องพิชัยมาอย่างต่อเนื่อง</p>



<p class="wp-block-paragraph">เอาตรง ๆ ตอนนั้นผมไม่ได้คิดว่ากำลังทำงานศิลปะเกี่ยวกับ “Place” หรือกำลังสร้าง Cultural Narrative อะไรเลย ผมเพียงรู้สึกว่า เมืองที่ผมอยู่ เมืองที่อากงผมมาขอแผ่นดินอาศัยนั้น มีเรื่องราวมากกว่าที่คนภายนอกมองเห็น ผมแค่อยากบันทึกมันเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ สถานที่ ผู้คน เรื่องเล่า และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่อาจหายไปพร้อมกับกาลเวลา</p>



<p class="wp-block-paragraph">และเมื่อย้อนกลับไป ผมคิดว่าหนังสือเล่มนั้นคือจุดเริ่มต้นของวิธีคิดที่ผมใช้ทำงานมาจนถึงวันนี้ คงเพราะผมมักคิดเสมอว่าก่อนที่เราจะสร้างความหมายให้กับสถานที่สถานที่หนึ่ง เราต้องเข้าใจและมองเห็นสถานที่นั้นในมุมมองที่หลากหลายเสียก่อน ต้องมองให้เห็นว่า ผลลัพธ์ของปัจจุบันนั้นเกิดจากเหตุการณ์อะไรบ้าง และแม้กระทั่งวิธีคิดของผู้คนในแต่ละยุคสมัยก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2017 &#8211; เมื่อประวัติศาสตร์เริ่มกลับมาอยู่ในพื้นที่</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2017 ผมเริ่มมีบทบาทเกี่ยวกับการพูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและกำแพงเมืองพิชัยอย่างชัดเจนมากขึ้น ทั้งการเสวนาเรื่อง <strong>“</strong><strong>กำแพงเมือง คูเมือง กับการพัฒนาท้องถิ่น”</strong> กับกรมธนารักษ์ รวมถึงการพูดเรื่องศิลปินกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และกำแพงเมืองกับการพัฒนาท้องถิ่นเมืองพิชัย รวมถึงการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ช่วงเวลานั้นผมเริ่มมองว่า กำแพงเก่าไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้าง คูเมืองไม่ได้เป็นเพียงร่องรอยทางโบราณคดี แต่มันคือ <strong>“</strong><strong>ข้อความ”</strong> ที่เมืองทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่าน หรืออาจเป็นร่องรอยบางอย่างที่คนรุ่นก่อนกำลังพยายามจะบอกบางสิ่งกับเรา</p>



<p class="wp-block-paragraph">และศิลปะที่ผมต้องการใช้เป็นแกนกลางนั้น อาจช่วยทำให้ข้อความเหล่านั้นกลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง คำถามสำคัญในช่วงเวลานั้นจึงกลายเป็น <strong>“</strong><strong>เราจะทำให้คนกลับมามองสถานที่เดิมด้วยมุมมองใหม่ได้อย่างไร”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2018 &#8211; เมื่อเมืองพิชัยกลับมาเป็นพื้นที่ของงานศิลปะ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี 2018 ผมจัดนิทรรศการ <strong>The Spirit of Ancient Phichai</strong> ที่บริเวณ กำแพงเมืองเก่าพิชัย ต่อมาก็นำผลงานเหล่านี้มาแสดงต่อที่ Phichai Gallery ในพิชัยซึ่งก็ใช้ส่วนหนึ่งของพื้นที่ ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นยาจีนครูเก่ง ด้วย และยังมีงาน <strong>Behind the Embody</strong> ซึ่งเป็นนิทรรศการสเก็ตช์ต่อเนื่องจากงาน <em>Embody</em> ที่พิชัยด้วย ในปีเดียวกัน ผมยังร่วมสร้างผลงานกับสถานที่อื่น ๆ เช่น Sawankhalok ผ่าน <strong>Art Farm – Rongna Baanrai Gallery House &amp; Publisher</strong> และนิทรรศการ <strong>Inspiration Sawankhalok</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ตอนนั้น แม้ผมอาจยังไม่ได้ใช้คำว่า “สถานที่กลายเป็นผลงาน” แต่ผมกำลังทดลองอยู่แล้วว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สถานที่หนึ่งจะสามารถเป็นทั้งแรงบันดาลใจ พื้นที่พักกายพักใจ พื้นที่ทำงาน และส่วนหนึ่งของงานศิลปะได้หรือไม่</strong> ผมเริ่มเข้าใจว่า สถานที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็นฉากหลังของงาน บางครั้งสถานที่เองก็เป็นส่วนหนึ่งของงานได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2019 &#8211; เมื่อสถานที่กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี 2019 เกิดอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญกับความคิดเรื่องสถานที่ของผม คือ <strong>The Order of Time</strong> นิทรรศการแลกเปลี่ยนศิลปินไทย-เกาหลีที่ Maerawing Gallery จังหวัดสุโขทัย รวมถึงการแลกเปลี่ยนศิลปินและวัฒนธรรมไทย-เกาหลีที่สวรรคโลกและ Kenny&#8217;s House ในพิชัย และต่อเนื่องไปถึงคณะศิลปกรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">เหตุการณ์ตรงนี้ทำให้ผมเห็นว่า สถานที่หนึ่งแห่งไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเล่าเพียงเรื่องเดียว เมื่อศิลปินจากอีกประเทศเข้ามา เขาอาจมองสถานที่เดียวกับเรา แต่เห็นคนละอย่าง และนั่นทำให้สถานที่มีความหมายเพิ่มขึ้น ผมเริ่มสนใจว่า หากเราเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามามอง เข้ามาใช้ชีวิต และเข้ามาสร้างงาน สถานที่นั้นจะเปลี่ยนไปอย่างไร</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2020 &#8211; เมื่อกำแพงเมืองกลายเป็นหนังสือและงานศิลปะ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี 2020 ผมนำผลงานของผมไปจัดแสดงในงาน <strong>“</strong><strong>กำแพงเมือง-คูเมือง&#8230;บอกเล่าเรื่องเมืองพิชัย”</strong> ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในวันนั้นสำหรับผม กำแพงเมืองจึงไม่ใช่เพียงกำแพงอีกต่อไป มันกลายเป็นเรื่องเล่า กลายเป็นภาพ กลายเป็นหนังสือ และกลายเป็นวิธีที่ผมใช้ชวนคนกลับมาทำความเข้าใจเมือง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมเริ่มรู้สึกว่า บางครั้งการสร้างงานศิลปะไม่จำเป็นต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาเสมอไป แต่อาจเป็นการหยิบสิ่งที่มีอยู่แล้วกลับมาทำให้คนมองเห็นคุณค่าของมันอีกครั้ง หรืออีกหลาย ๆ ครั้งตามมุมมองของแต่ละคนก็ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2023 &#8211; Kenny&#8217;s House</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี 2023 เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ ผมเริ่ม <strong>Kenny&#8217;s House Phichai</strong> อย่างจริงจัง ในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ที่รวมศิลปะ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประสบการณ์การเดินทาง การเล่าเรื่อง และแนวคิด Art Retreat เข้าด้วยกัน แต่สำหรับผม Kenny&#8217;s House ไม่ได้เริ่มจากคำว่า “Art Space” มันเริ่มจากชีวิตจริง จากอาหาร จากก๋วยเตี๋ยว จากบ้าน จากการใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ผมคิดว่า ถ้าอยากให้คนรู้จักพิชัยมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการบอกเขาว่า <strong>“</strong><strong>นี่คือศิลปะ”</strong><strong> </strong>แต่เราอาจเริ่มด้วย <strong>“</strong><strong>มากินก๋วยเตี๋ยวกัน” &#8220;มากินเส้นสดทำเองด้วยกัน&#8221;  </strong>แล้วค่อย ๆ พาเขาไปรู้จักภาพ รู้จักเรื่องราว รู้จักประวัติศาสตร์ รู้จักผู้คน และสุดท้ายออกไปเดินดูเมือง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ณ ช่วงเวลานั้น ผมมองอาหารที่ผมกำลังทำอยู่นั้นเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง<strong> </strong><strong>จากอาหารสู่ศิลปะ</strong><br><strong>จากศิลปะสู่เมือง</strong><strong> </strong><strong>และจากเมืองสู่ประวัติศาสตร์</strong> ภายในร้านที่ชื่อว่า <strong>“</strong><strong>ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นยาจีนครูเก่ง”</strong> จากก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามของผมเอง ความคิดก็ค่อย ๆ ขยายไปสู่การเชื่อมโยงอาหารและผู้คนในย่านเมือง พิชัย Kenny&#8217;s House จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ที่ผมอยู่แต่มันเป็นจุดที่ผมอยากให้คนเริ่มต้นทำความรู้จักพิชัยเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ เมืองที่มีหลายอย่างซ่อนตัวอยู่ ซึ่งบางอย่างอาจอยู่ตรงหน้าเรา แต่เราไม่เคยคิดจะหยุดมองมันแบบจริงจังเสียที</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2023 &#8211; ปัจจุบัน : บ้านที่เปิดรับศิลปิน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อ Kenny&#8217;s House เริ่มเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ มันก็กลายเป็นพื้นที่ที่ศิลปินสามารถเข้ามาพักและสร้างงานได้ ทั้งศิลปินไทยและศิลปินจากต่างประเทศ แต่จริง ๆ แล้ว ความคิดนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี <strong>2014</strong><strong> </strong>วันนั้นผมชวนเพื่อนศิลปินชาวเกาหลีมาเที่ยวบ้าน และเราเริ่มสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน เขาเริ่มเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านของ Kenny และมุมมองที่เขามีต่อเมืองพิชัย ต่อมาเขานำเรื่องราวไปจัดพิมพ์เป็นหนังสือและจัดนิทรรศการศิลปะของเขาที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในปี 2016 เหตุการณ์นั้นทำให้ผมเกิดความคิดเพิ่มขึ้นว่า ผมไม่ได้อยากให้ศิลปินเดินทางมาพิชัยเพียงเพื่อมาดูงานของผม แต่ผมอยากให้เขามาสร้างงานของเขาเอง มองพิชัยในแบบของเขาเอง บันทึกเมืองในแบบของเขาเอง แล้วนำสิ่งที่เขาเห็นกลับไป สถานที่ที่ผมเห็นจึงค่อย ๆ กลายเป็นเหมือน <strong>Studio </strong><strong>ที่ไร้ผนัง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2024 &#8211; Phichai Colorful</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี 2024 ความคิดนี้เริ่มขยับจากตัวผมออกไปสู่คนอื่น ผมจัด Workshop <strong>“</strong><strong>สีสันเมืองพิชัย</strong><strong> &#8211; </strong><strong>Phichai Colorful”</strong> ครั้งแรกแบบเรียบง่าย เป็นการรวมศิลปินจากอุตรดิตถ์และพิษณุโลก ออกเดินย่านตลาดพิชัย เก็บภาพ วาดภาพ และสร้างงานร่วมกัน งานได้รับการตอบรับและถูกกล่าวถึงอย่างดี ซึ่งในปีเดียวกันยังมี <strong>Phichai Sketchers</strong> ที่ชวนผู้รักการวาดภาพออกไปสเก็ตช์พิชัย และ <strong>Uttaradit Sketchers</strong> ที่มีกลุ่มศิลปิน จาก <b>Bangkok Sketchers</b> ออกไปสเก็ตช์อุตรดิตถ์ ลับแล และพิชัยร่วมกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตอนนั้นผมเริ่มเห็นชัดขึ้นว่า <strong>เมืองไม่จำเป็นต้องถูกเล่าด้วยสายตาของผมเพียงคนเดียว</strong> ศิลปินแต่ละคนเห็นไม่เหมือนกัน นักศึกษาก็เห็นไม่เหมือนกัน คนในพื้นที่ก็เห็นไม่เหมือนกัน และแน่นอนว่า ความแตกต่างเหล่านั้นเองที่ทำให้เมืองมีชีวิต</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2025 &#8211; จากศิลปินไม่กี่คน สู่การบันทึกเมืองร่วมกัน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2025 <strong>Phichai Colorful</strong> ขยายต่อเป็น <strong>Phichai Colorful 2</strong> มีทั้งศิลปินจากอุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย นักศึกษาศิลปกรรมราชภัฏอุตรดิตถ์ และคนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกับการบันทึกเมือง มีทั้ง <b>Workshop</b> ที่ <b>Kenny&#8217;s House</b> และการ <strong>Live Painting / Performance Art</strong> บนถนนคนเดินเมืองพิชัย ตรงนี้เองที่ความหมายของคำว่า <strong>“</strong><strong>ผลงาน”</strong> สำหรับผมเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">คงเพราะผลงานไม่ได้อยู่ที่ภาพหนึ่งภาพ แต่มันอยู่ในกระบวนการที่คนจำนวนหนึ่งออกไปมองเมืองพร้อมกัน ในปีเดียวกัน ผมยังเปิดตัวหนังสือ <strong>“</strong><strong>เสียงจากหัวใจ กำลังใจให้ตัวเอง </strong><strong>&#8211;</strong><strong> </strong><strong>The Presents to My Life…From Me”</strong> ร่วมกับนักเขียน “ทิมปะนี” ซึ่งมีภาพประกอบจากชุด 333 Coffee Paint ที่เคยมีบางส่วนไปจัดแสดงนิทรรศการ &#8220;The New World&#8221; ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานบางอย่างจึงเดินทางไปมาระหว่าง <strong>ศิลปะ</strong><strong> </strong><strong>หนังสือ</strong><strong> </strong><strong>เมือง</strong><strong> </strong><strong>และผู้คน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2026 &#8211; เมื่อเมืองกลายเป็นเวที</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2026 ผมยังทำงานกับพื้นที่เมืองพิชัยผ่าน <strong>Live Painting </strong><strong>และ </strong><strong>Performance Art</strong> ในงานแสงสีเสียงเมืองพิไชย บริเวณถนนคนเดินริมแม่น้ำน่าน ผมเริ่มรู้สึกว่า เมืองไม่จำเป็นต้องมี <b>“ห้องแสดงงาน”</b> เสมอไป <strong>ถนนก็เป็น </strong><strong>Gallery </strong><strong>ได้</strong><strong> </strong><strong>กำแพงก็เป็น </strong><strong>Canvas </strong><strong>ได้</strong><strong> </strong><strong>ตลาดก็เป็น </strong><strong>Exhibition Space </strong><strong>ได้</strong><strong> </strong><strong>และผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานได้</strong> เมื่อคิดแบบนี้ เมืองทั้งเมืองก็มีโอกาสกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์โดยอัตโนมัติ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><b>2026-จากเมืองจริงสู่ บอร์ดเกมเมืองพิชัย</b></p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อผมทำงานกับพิชัยมากขึ้น ผมเริ่มเห็นและรู้สึกว่า เมืองหนึ่งเมืองไม่ได้มีเพียงประวัติศาสตร์ที่เราบันทึกไว้ แต่ยังมีเรื่องราวอีกมากที่สามารถนำมาสร้างเป็นโลกที่ผู้คนเข้าไปสำรวจได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">นั่นจึงเป็นที่มาของ บอร์ดเกมเมืองพิชัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมนำประวัติศาสตร์ สถานที่ แผนที่ ตัวละคร และเรื่องเล่าของพิชัย มาตีความใหม่ผ่านเกมที่ให้ผู้เล่นไม่ได้เป็นเพียงคนดูเรื่องราวของเมือง แต่เข้าไปอยู่ในเมืองนั้น และมีส่วนร่วมกับเรื่องราวด้วยตัวเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผม นี่เป็นอีกก้าวหนึ่งของการทำงานกับสถานที่</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากเดิมที่ผมบันทึกเมืองลงในหนังสือ วาดเมืองลงบนกระดาษ นำคนเข้ามาเดิน วาด และทำกิจกรรมในเมือง จนมาถึงการสร้าง เมืองพิชัยในรูปแบบของโลกและเกม</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมืองจึงไม่ได้เป็นเพียง “สถานที่” อีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็น เรื่องเล่า แผนที่ ตัวละคร และ ประสบการณ์ที่ผู้คนเข้าไปมีส่วนร่วมได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">และนี่ทำให้ผมเริ่มมองเห็นว่า ศิลปะกับเมืองอาจไม่ได้จบลงที่การสร้างภาพหนึ่งภาพ แต่อาจขยายไปสู่การสร้างโลกทั้งโลกขึ้นมาจากสถานที่จริงแห่งหนึ่งได้</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วันนี้ &#8211; จากบ้านหนึ่งหลัง สู่ Kenny Alley : ตรอกพระนอน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">วันนี้ผมกำลังเดินต่อไปอีกขั้นกับ <strong>Kenny Alley : </strong><strong>ตรอกพระนอน</strong> โครงการนี้ยังอยู่ระหว่างการสร้างสรรค์ โดยมีทีมงานโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์คอยสนับสนุนความคิดและคิดร่วมผ่านข้อมูล โดยมีผู้คนร้านค้าที่รวมตัวกันเป็นทีมใน Kenny Alley ย่านเมืองพิชัย ร่วมกันสร้างฝันนี้ให้เติบโต</p>



<p class="wp-block-paragraph">แน่นอนว่า ผมไม่ได้อยากทำให้ Kenny&#8217;s House เป็นจุดหมายสุดท้าย แต่อยากให้มันเป็น <strong>จุดเริ่มต้น</strong><strong>โดย </strong><strong>“</strong><strong>แวะมาที่ตรอก แล้วออกไปเดินที่ย่าน”</strong> จากบ้านหนึ่งหลัง ออกไปสู่ตรอก จากตรอก ออกไปสู่ย่าน จากย่าน กลับไปพบกับเมืองพิชัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมสนใจว่า ถ้าเราไม่ได้สร้างเพียง “สถานที่ท่องเที่ยว” แต่ค่อย ๆ ทำให้พื้นที่หนึ่งมีเรื่องราว มีคน มีศิลปะ มีอาหาร มีความทรงจำ และมีเหตุผลให้คนเดินเข้าไป มันจะกลายเป็นอะไร ซึ่งผมเองก็ยังอยู่ระหว่างค้นหาคำตอบ เพราะ Kenny Alley ยังไม่ใช่งานที่เสร็จแล้ว มันเป็น <strong>งานที่กำลังเกิดขึ้น</strong><strong> </strong>และผมเองก็กำลังเฝ้าดูว่า ทิศทางที่มีแกนกลางเป็นศิลปะจะนำพาพวกเราไปต่อที่ตรงไหน และจะพาไปได้ไกลเพียงใด</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>และต่อไป &#8211; จากเมืองหนึ่ง สู่สามเมืองเก่า</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกโครงการหนึ่งที่ผมกำลังทำและพัฒนาคือ <strong>พิชัย – ศรีสัชนาลัย – สวรรคโลก</strong> สาเหตุหนึ่งที่ผมสนใจเมืองเก่าเหล่านี้ เพราะผมไม่ได้มองมันเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวสามแห่งที่นำมาเรียงต่อกัน ผมมองเห็นเรื่องราวและความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกัน ผมอยากลองเชื่อมโยง <strong>เมือง</strong><strong> </strong><strong>ประวัติศาสตร์</strong><strong> </strong><strong>อาหาร</strong><strong> </strong><strong>ผู้คน</strong><strong> </strong><strong>ศิลปะ</strong><strong> </strong><strong>และการเดินทาง</strong><strong> </strong>ให้กลายเป็นประสบการณ์เดียวกัน จาก <strong>Place</strong><strong> </strong>ไปสู่ <strong>Route</strong><strong> </strong>และจาก <strong>Route</strong> ไปสู่ประสบการณ์ใหม่ของการเดินทาง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>แล้วสถานที่กลายเป็นผลงานได้อย่างไร?</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมคิดว่าผมเองก็คงยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ทั้งหมด แต่ตลอดเวลาที่ทำงานกับพิชัย ผมเริ่มเข้าใจบางอย่าง ผลงานศิลปะอาจไม่ได้จบลงตรงวันที่เรานำภาพไปแขวนบนผนังแล้วมีคนมาถามซื้อหรือมีนักสะสมจองล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนวันเปิด บางครั้งผลงานอาจเป็นกำแพงเก่าที่คนหยุดมอง อาจเป็นหนังสือที่ทำให้คนรู้จักเมือง ไม่ว่าจะเป็นบทความ นิยาย หรือหนังสือประวัติศาสตร์แบบตรงไปตรงมา บางทีอาจเป็นก๋วยเตี๋ยวเพียงหนึ่งชาม ที่ทำให้ใครบางคนเริ่มสนใจพิชัย อาจเป็นบ้านที่เปิดรับศิลปินจากต่างประเทศ อาจเป็นนักศึกษาคนหนึ่งที่ออกไปสเก็ตช์บ้านเก่า อาจเป็นศิลปินที่เดินทางมาจากอีกประเทศ แล้วมองเมืองของเราในมุมที่เราไม่เคยเห็น หรืออาจเป็นตรอกเล็ก ๆ ที่ทำให้คนที่แวะมาเกิดความอยากเดินต่อเข้าไปในย่าน</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งเหล่านี้ทำให้งานศิลปะชิ้นนี้เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ความงามปรับรูป เปลี่ยนร่าง กระทั่งเปลี่ยนความคิดและเมื่อความคิดเปลี่ยน พฤติกรรมก็เปลี่ยน เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน การลงมือทำก็เกิดขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เมืองหนึ่งเมืองจะกลายเป็นงานศิลปะได้อย่างไร?</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมคิดว่าบางทีคำตอบคงไม่ได้อยู่ที่ว่า เราสร้างอะไรลงไปในเมือง แต่อยู่ที่ว่า <strong>เราทำให้คนกลับมามองเมืองนั้นอย่างไร </strong>ในมุมมองของเขาโดยอิสระจากการครอบงำทางความคิด มองเมืองอย่างที่มันเป็น</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อมองย้อนกลับไป ตั้งแต่หนังสือ <strong>“</strong><strong>พิชัย เมืองเล็กแต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ”</strong> ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 2009 จนถึงร้าน <strong>ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นยาจีนครูเก่ง</strong><strong>, Kenny&#8217;s House, Phichai Colorful </strong><strong>และ </strong><strong>Kenny Alley</strong> ในวันนี้ ผมเห็นว่าผมไม่ได้เดินออกจากเรื่องเดิมเลย ศิลปะยังคงเป็นแกนหลักของเรื่องราว ผมเพียงค่อย ๆ ขยับจาก <strong>การเล่าเรื่องเมือง</strong> ไปสู่<strong> </strong><strong>การสร้างงานกับเมือง</strong><strong> </strong>แล้วจาก <strong>การสร้างงานกับเมือง</strong><strong> </strong>ไปสู่ <strong>การสร้างพื้นที่ให้คนเข้ามาพบเมือง</strong> และวันนี้ ผมกำลังทดลองว่า <strong>เราจะทำให้พื้นที่ทั้งพื้นที่กลายเป็นผลงานได้หรือไม่</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จากบ้าน ไปสู่ตรอก จากตรอก ไปสู่ย่าน จากย่าน ไปสู่เมือง และจากเมืองหนึ่ง ไปสู่เมืองอื่น ๆ ในอนาคต</p>



<p class="wp-block-paragraph">บางทีนี่อาจเป็นวิธีที่ผมทำงานศิลปะมาตลอด ผมไม่ได้เพียงสร้างงานศิลปะ <strong>ในสถานที่</strong><strong> </strong>แต่กำลังค่อย ๆ เรียนรู้ว่า <strong>“</strong><strong>สถานที่เองก็สามารถกลายเป็นผลงานได้เช่นกัน”</strong><strong> </strong><strong>บางที สิ่งนี้อาจเป็นผลงานที่ไม่เคยเสร็จและไม่มีวันเสร็จเลยก็ได้ </strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>นั่นแหละ ความสมบูรณ์แบบไม่เคยมีอยู่จริง นั่นอาจเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับผมก็ได้</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Kenny Keng (วิทยา ศรีม่วง)</strong><br><em>Thai Contemporary Zen Artist</em></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คำนิยมในนิทรรศการ The New World ปี 2017</title>
		<link>https://www.kenny-keng.com/foreword-new-world-exhibition-2017/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[KennyKeng]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 20:16:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kenny-keng.com/?p=24685</guid>

					<description><![CDATA[“케니는 41살의 화가다. 페이스북과 블로그를 가지고 있으며, 잡지에 여행 글과 그림을 오랫동안 연재하고 있다. 그날그날 일을 기록하고 드로잉 하는 아주 부지런한 친구다. 또한 사진도 열심히 찍고 현지인들의 삶에 관심이 많은 커피 중독자이기도 하다. 동변상련이라서 그런가 케니와 마음이 잘 맞는다. 맘 착한 그는 말도 잘 안 통하는 짓궂은 나를 잘…]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">“케니는 41살의 화가다. 페이스북과 블로그를 가지고 있으며, 잡지에 여행 글과 그림을 오랫동안 연재하고 있다. 그날그날 일을 기록하고 드로잉 하는 아주 부지런한 친구다. 또한 사진도 열심히 찍고 현지인들의 삶에 관심이 많은 커피 중독자이기도 하다. 동변상련이라서 그런가 케니와 마음이 잘 맞는다. 맘 착한 그는 말도 잘 안 통하는 짓궂은 나를 잘 받아준다. 인생의 묘미란 이런 것을 두고 하는 말이지 싶다. 구름만 보다가 떠난 여행자들도 있는데, 한 번 와 봤다고 여행지에서 만난 친구들을 끌고 용감하게 가이드를 자처해 그림 같은 사파를 볼 수 있게 됐다.” &#8211; 김태헌의 &lt;연주야, 출근하지 마&gt; 중에서 แปลภาษาไทย 올 봄이었던 걸로 기억된다. 김태헌 작가가 연락이 왔다. 케니(Kenny)가 한국을 방문했단다. 지난 2014년 김태헌 부부는 동남아 여행길 버스 안에서 우연히 케니를 만났다. 케니는 태국 북부 치앙마이에 있는 대학(Rajamangala University of Technology Lanna)에서 미술을 전공했다. 케니는 태국 치앙마이를 중심으로 9회의 전시를 가졌으며, 2002년부터 태국 중부에 위치한 핏사눌로크(Phitsanulok)에서 미술치료(Arts therapy)와 미술교육자로 활동했고, 현재 피차이(Phichai)에 거주하며 가족과 함께 작은 카페-국수집(Cafe-Noodles)와 아트스튜디오를 운영하면서 아이들을 가르치고 있다. 그리고 지역 역사문화를 알리고자 해설사로도 활동하고 있다. 우리는 인사동에서 만났다. 내가 김태헌을 처음 만났을 때 맑은 눈을 보고 반했듯이, 케니의 눈도 맑아 난 담방에 반했다. 김태헌과 케니는 한국과 태국에서 2인전을 기획하고 있었다. 그래서 우리는 누크갤러리 조정란 대표를 만나 2인전을 제안했다. 조 대표는 흔쾌히 승낙해 주었다. 어제 우리는 누크갤러리에서 이번주 금요일 오픈 예정인 김태헌 &amp; 케니 2인전 &lt;새로운 세계(The New World)&gt; 작품 디피를 했다. 난 그들의 작품들디피를 보면서 이런저런 생각에 잠겼다. 난 단 한 번도 자신이 누구인지, 왜 이곳에 서 있는지, 왜 숨쉬는지 고민도 없이 언제 죽을지도 모르고 반복적인 패턴 속에 자극적인 것만을 쫓고 있다. 김태헌과 케니의 작품들은 그런 나의 모습을 뒤돌아보게 한다. 김태헌과 케니의 작품들은 주변의 이야기를 넘어 ‘신대륙’에 대한 이야기를 하는 듯하다. 하지만 그들의 작품들은 너무나 당연한 공기나 바람 그리고 해 또한 사람 등을 통해 ‘오래된 미래’인 신대륙을 이야기하는 것으로 나에게 보였다. 늘 그렇듯 이번 누크갤러리의 전시 서문 또한 조정란 대표가 직접 썼다. 조 대표의 글은 담백하다. 조 대표의 글 &lt;The New World&gt;를 아래에 인용하는 것으로 대신한다. 동남아 여행길 버스 안에서 김태헌은 케니를 만났다. 그들의 우연한 만남은 또 다른 인연으로 이어져, 그림으로 함께 할 수 있는 전시를 하게 되었다. 세상 속에서 시작된 그림으로 그들은 새로운 세상을 만난다. 태국의 대학에서 그림을 전공한 케니는 주말마다 아이들을 가르치고, 초상화를 그려 주고, 잡지에 글과 그림을 연재하고, 노화가의 일대기를 쓰기도 한다. 그밖에 부지런히 다른 부업을 하면서도 자신이 좋아하는 그림 그리기를 쉬지 않는다. 캄캄한 밤, 새벽 2~3시에 일어나는 케니는 하루를 시작하기 전에 매일 일기를 쓰듯 커피로 그림을 그린다. 상상의 세상을 만나 돌아다니며, 영혼의 세계를 그리는 그는 그림 속으로 들어가 자신의 내면을 들여다보기도 한다. 다른 사람과의 관계를 통해 자신을 발견하는 케니는 바쁘고 힘든 세상, 삶 속에서 살기위한 모든 것을 터득하며 지금 여기에 이르렀다. 이번 전시에서는 케니의 ‘333 coffee time’ 드로잉 중에 서른 점의 드로잉이 까만 밤의 둥근 프레임을 통해 자신의 세상을 보여준다. 하얀 낮의 둥근 프레임을 통해 보이는 김태헌의 세상은 누군가의 시선을 깊게 끌어들인다. 쓸모없어진 옛날 병풍의 그림을 밑 본으로, 필요한 부분만을 남겨놓고 까맣게 지워나간 민화풍의 그림 위에 우주인이 둥둥 떠다닌다. 과거와 미래가 만나는 초현실적 상황은 ‘이게 뭐지?’하고 기존의 그림을 한 번 더 생각하게 만든다. 모든 것이 너무 빨리 사라지고 잊혀져가는 세상에서 버려진 병풍의 그림은 다시 생명을 얻어 ‘밤의 정원-우주인’으로 9점의 시리즈를 이룬다. 김태헌이 세상 속으로 들어가 건져 올린 감각적인 그림들은 관람자에게 사색하는 즐거움을 선사한다. 그림으로 매일 다른 세상을 만나는 ‘놀子 김태헌’은 지금 현재의 삶을 즐기며, 그림으로 무언가를 하기 위해 새로운 시선으로 세상을 바라본다. 그들에게 그리고 우리에게 세상은 무엇을 의미하는가. 눈을 감고 모든 것을 내려놓았을 때, 보이는 세상이 진정한 새로운 세상이 아닐까! @ 누크갤러리의 김태헌 &amp; 케니 2인전 &lt;새로운 세계&gt;는 이번주 금요일(10월 20일) 오픈한다. 나도 참석한다. 혹 시간되시는 분들이 있으시면 누<br><br><strong>ตอนที่ </strong><strong>1 — </strong><strong>จากหนังสือ</strong><strong> </strong><em><strong>“</strong></em><em><strong>ยอนจูยา อย่าไปทำงานเลย”</strong></em><strong> </strong><strong>ของ</strong><strong> </strong><strong>คิมแทฮอน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">“เคนนี่เป็นจิตรกรวัย 41 ปี เขามีทั้งเฟซบุ๊กและบล็อก เขียนบทความท่องเที่ยวพร้อมภาพวาดลงนิตยสารมาอย่างยาวนาน เป็นคนขยันมากที่บันทึกเรื่องราวในแต่ละวันและวาดภาพสเก็ตช์เสมอ เขายังถ่ายภาพอย่างตั้งใจ สนใจชีวิตของผู้คนท้องถิ่น และเป็นคนติดกาแฟอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">บางทีเพราะเราต่างมีชะตาคล้ายกัน ใจของฉันกับเคนนี่จึงเข้ากันได้ดี เขาเป็นคนจิตใจดี แม้ฉันจะพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องและชอบแกล้ง เขาก็ยังรับมือกับฉันได้เสมอ นี่แหละมั้งคือเสน่ห์ของชีวิต</p>



<p class="wp-block-paragraph">มีนักเดินทางบางคนที่จากไปเพียงเพราะมองเห็นแค่ก้อนเมฆ แต่พอเคยมาที่นี่ครั้งหนึ่ง เขากลับกล้าพาเพื่อน ๆ ที่พบกันระหว่างการเดินทาง อาสาเป็นไกด์อย่างกล้าหาญ เพื่อให้ได้เห็นซาฟารีที่งดงามราวภาพวาด”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ตอนที่ 2 — เรื่องราวของเคนนี่และนิทรรศการ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ฉันจำได้ว่าเป็นฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา นักเขียนคิมแทฮอนติดต่อมา บอกว่าเคนนี่มาเยือนเกาหลีแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ย้อนไปปี 2014 คิมแทฮอนและภรรยาได้พบเคนนี่โดยบังเอิญบนรถบัสระหว่างเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคนนี่เรียนเอกศิลปะที่มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย</p>



<p class="wp-block-paragraph">เคนนี่จัดแสดงนิทรรศการมาแล้ว 9 ครั้ง โดยมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่ปี 2002 เขาทำงานเป็นนักศิลปะบำบัดและครูสอนศิลปะที่จังหวัดพิษณุโลก ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่อำเภอพิชัย เปิดคาเฟ่-ก๋วยเตี๋ยวเล็ก ๆ พร้อมสตูดิโอศิลปะกับครอบครัว สอนเด็ก ๆ และทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นเพื่อเผยแพร่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของชุมชน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เรานัดพบกันที่อินซาดง ครั้งแรกที่ฉันพบคิมแทฮอน ฉันตกหลุมรักดวงตาใสของเขา และเมื่อได้เห็นดวงตาของเคนนี่ที่ใสสะอาดไม่แพ้กัน ฉันก็รู้สึกประทับใจทันที</p>



<p class="wp-block-paragraph">คิมแทฮอนและเคนนี่กำลังวางแผนนิทรรศการคู่ในเกาหลีและไทย เราจึงไปพบคุณโจจองรัน ผู้อำนวยการ <strong>Nook Gallery</strong> เพื่อเสนอแนวคิดนิทรรศการ และเธอก็ตอบรับอย่างยินดี</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อวานนี้ เราจัดแสดงผลงานสำหรับนิทรรศการคู่ <strong>คิมแทฮอน</strong><strong> &amp; </strong><strong>เคนนี่</strong><strong> &lt;</strong><strong>โลกใบใหม่ (</strong><strong>The New World)&gt;</strong> ที่กำลังจะเปิดในวันศุกร์นี้ ขณะดูการจัดวางงาน ฉันครุ่นคิดหลายอย่าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ฉันไม่เคยตั้งคำถามเลยว่าตัวเองคือใคร ทำไมยืนอยู่ตรงนี้ ทำไมยังหายใจ ใช้ชีวิตอยู่ในรูปแบบซ้ำ ๆ ไล่ตามเพียงสิ่งกระตุ้นที่ฉูดฉาด โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะตายเมื่อไร ผลงานของคิมแทฮอนและเคนนี่ทำให้ฉันหันกลับมามองตัวเองอีกครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลงานของทั้งสองดูเหมือนจะพูดถึง <strong>“ทวีปใหม่”</strong> แต่ในความรู้สึกของฉัน พวกเขากลับเล่าเรื่อง “อนาคตที่เก่าแก่” ผ่านสิ่งธรรมดาอย่างอากาศ สายลม ดวงอาทิตย์ และผู้คน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ตอนที่ 3 — คำกล่าวเปิดนิทรรศการ (โดยโจจองรัน)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">การพบกันโดยบังเอิญของคิมแทฮอนและเคนนี่บนรถบัสในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นำไปสู่อีกความสัมพันธ์หนึ่ง และกลายเป็นนิทรรศการที่พวกเขาร่วมสร้างสรรค์</p>



<p class="wp-block-paragraph">เคนนี่ ผู้เรียนศิลปะในมหาวิทยาลัยที่ประเทศไทย สอนเด็ก ๆ ทุกสุดสัปดาห์ วาดภาพเหมือน เขียนบทความและภาพประกอบลงนิตยสาร รวมถึงเขียนชีวประวัติของจิตรกรสูงวัย แม้จะมีงานเสริมมากมาย เขาก็ไม่เคยหยุดวาดภาพ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในค่ำคืนมืดสนิท เคนนี่ตื่นตีสองหรือตีสาม ก่อนเริ่มวันใหม่ เขาวาดภาพด้วยกาแฟราวกับเขียนบันทึกประจำวัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขาท่องไปในโลกแห่งจินตนาการ วาดโลกแห่งจิตวิญญาณ และมองเข้าไปในตัวเองผ่านภาพวาด เขาเรียนรู้การมีชีวิตอยู่ในโลกที่วุ่นวายผ่านความสัมพันธ์กับผู้อื่น และเดินทางมาถึงจุดนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในนิทรรศการครั้งนี้ ผลงานชุด ‘333 Coffee Time’ จำนวน 30 ชิ้น ถูกจัดแสดงในกรอบวงกลมสีดำ ราวกับโลกยามค่ำคืนของเขา</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนโลกของคิมแทฮอน ปรากฏในกรอบวงกลมสีขาวของกลางวัน เขานำภาพจากฉากกั้นโบราณที่ไร้ค่า มาทำเป็นพื้นฐาน ลบส่วนที่ไม่จำเป็นออก เหลือเพียงบางส่วนในสไตล์มินฮวา (ภาพพื้นบ้านเกาหลี) แล้วปล่อยให้นักบินอวกาศลอยอยู่บนนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">สถานการณ์เหนือจริงที่อดีตและอนาคตมาบรรจบกัน ทำให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า “นี่คืออะไร?”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในโลกที่ทุกอย่างเลือนหายอย่างรวดเร็ว ภาพจากฉากกั้นที่ถูกทิ้งได้รับชีวิตใหม่ กลายเป็นซีรีส์ 9 ชิ้นชื่อ <strong>“สวนยามค่ำคืน–นักบินอวกาศ”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลงานของคิมแทฮอนมอบความเพลิดเพลินแห่งการใคร่ครวญแก่ผู้ชม</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับพวกเขา และสำหรับพวกเรา โลกหมายถึงอะไร?<br>เมื่อเราหลับตาและวางทุกสิ่งลง โลกที่มองเห็นนั้นอาจเป็น “โลกใหม่” ที่แท้จริงก็เป็นได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">นิทรรศการคู่ <strong>คิมแทฮอน</strong><strong> &amp; </strong><strong>เคนนี่</strong><strong> &lt;</strong><strong>โลกใบใหม่</strong><strong>&gt;</strong> จะเปิดในวันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม ที่ <strong>Nook Gallery</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">Mr.Byoung-hak Ryu<br>Curator</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>The New World</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>โจจองรัน, ผู้อำนวยการ Nook Gallery</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">คิมแทฮอนได้พบเคนนี่บนรถบัสระหว่างการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การพบกันโดยบังเอิญของทั้งสองนำไปสู่อีกความสัมพันธ์หนึ่ง และกลายเป็นนิทรรศการที่พวกเขาสามารถร่วมสร้างสรรค์ผ่านภาพวาดได้ พวกเขาเริ่มต้นจากภาพวาดในโลกใบนี้ และได้พบ <strong>“โลกใหม่”</strong> ผ่านงานศิลปะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เคนนี่ ผู้เรียนจิตรกรรมที่มหาวิทยาลัยในประเทศไทย สอนเด็ก ๆ ทุกสุดสัปดาห์ วาดภาพเหมือน รับวาดภาพและเขียนบทความลงนิตยสาร รวมถึงเขียนชีวประวัติของจิตรกรสูงวัย แม้จะมีงานเสริมมากมาย เขาก็ไม่เคยหยุดวาดภาพ ในค่ำคืนอันมืดมิด เขาตื่นตีสองหรือตีสาม ก่อนเริ่มต้นวันใหม่ เขาวาดภาพด้วยกาแฟราวกับเขียนบันทึกประจำวัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขาเดินทางในโลกแห่งจินตนาการ วาดโลกของจิตวิญญาณ และเข้าไปสำรวจตัวตนภายในผ่านภาพวาด เขาค้นพบตัวเองผ่านความสัมพันธ์กับผู้อื่น เรียนรู้ทุกสิ่งเพื่อการมีชีวิตอยู่ท่ามกลางโลกที่วุ่นวายและเหน็ดเหนื่อย จนมาถึงจุดนี้ ในครั้งนี้ เขานำผลงานชุด <strong>“</strong><strong>333 Coffee Time”</strong> จำนวน 30 ชิ้น มาจัดแสดงในกรอบวงกลมสีดำ ถ่ายทอดโลกของตนเองในค่ำคืนอันมืดลึก</p>



<p class="wp-block-paragraph">โลกของคิมแทฮอนที่ปรากฏผ่านกรอบวงกลมสีขาวของเวลากลางวัน ดึงดูดสายตาของใครบางคนอย่างลึกซึ้ง เขานำภาพจากฉากกั้นโบราณที่หมดประโยชน์มาใช้เป็นพื้นฐาน ลบส่วนที่ไม่จำเป็นออก เหลือไว้เพียงบางส่วน แล้ววาดภาพในสไตล์มินฮวา (ภาพพื้นบ้านเกาหลี) พร้อมนักบินอวกาศที่ลอยอยู่</p>



<p class="wp-block-paragraph">สถานการณ์เหนือจริงที่อดีตและอนาคตมาบรรจบกัน ทำให้ผู้ชมตั้งคำถามว่า “นี่คืออะไร?” และหวนกลับไปคิดถึงภาพอีกครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในโลกที่ทุกสิ่งเลือนหายและถูกลืมอย่างรวดเร็ว ภาพจากฉากกั้นที่ถูกทอดทิ้งได้รับชีวิตใหม่ กลายเป็นผลงานชุด “สวนยามค่ำคืน–นักบินอวกาศ” จำนวน 9 ชิ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลงานของคิมแทฮอนที่หยิบยกขึ้นมาจากโลก มอบความสุขแห่งการใคร่ครวญแก่ผู้ชม <strong>“โนลจา คิมแทฮอน”</strong> ผู้พบโลกใหม่ผ่านภาพวาดทุกวัน สนุกกับชีวิตปัจจุบัน และมองโลกด้วยสายตาใหม่เพื่อสร้างบางสิ่งผ่านงานศิลปะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับพวกเขา และสำหรับพวกเรา โลกหมายถึงอะไร?</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อหลับตาและวางทุกสิ่งลง โลกที่มองเห็นอาจเป็น <strong>“โลกใหม่ที่แท้จริง”</strong> ก็เป็นได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">News: news.joins 화가 김태헌(53)은 여행길에 드로잉북을 챙기곤 한다. 몇 해 전 아내와 떠난 동남아 여행도 그랬다. 힘들어하던 아내에게 과감히 직장을 그만두게 하고 그야말로 ‘놀자’는 작정으로 떠난 참이었다. 근데 이번에 챙겨간 드로잉북 중 하나가 누구도 예상 못한 결과를 낳았다. 서울 삼청동 누크갤러리에서 열리고 있는 드로잉전 &#8216;The New World&#8217;가 그것이다. 그와 태국 화가 케니(44, 위타야 스리무앙)가 함께하는 2인전이다. 각자 여행중이던 두 사람은 라오스에서 베트남으로 가는 버스에서, 다시 베트남에서 우연히 거듭 만났다. 서로 그림 그리는 사람이란 것도 알게 됐다. 안내를 자처한 케니의 청으로 그가 사는 태국 중부도 다녀왔다. “헤어질 때 그림 안 그린 드로잉북을 선물했어요. 1년 뒤 다시 만났는데 그 새 330점을 그렸더라구요.&#8221; 김태헌의 말이다. 한국에서 전시를 하고 싶다는 케니의 바람을 듣고 그는 궁리 끝에 자신의 개인전 대신 지금처럼 2인전을 여는 길을 찾았다. 이번 전시는 각기 다른 두 사람의 작품을 모두 각각 둥근 프레임 안에 담아 선보인다. 마치 만화경처럼, 각자의 눈으로 본 세상을 보여준다는 의미다. 김태헌의 그림은 특히 &#8216;밤의 정원-우주인&#8217;시리즈가 재미있다. 꽃과 나무, 새를 비롯한 전통적인 민화의 소재에 우주인을 곁들인 이색 풍경화다. 민화는 낡아 못 쓰게 된 병풍의 인쇄 그림에서 쓸만한 부분을 골라낸 것. 여기에 가는 붓으로 바탕을 까맣게 칠해 우주를 표현하고 우주복 입은 사람을 그려 넣었다. 때로는 손을 흔드는 모습이 작가 스스로 그림이란 우주 속에 들어가 관람객을 향해, 그림 속 사물을 향해 인사를 건네는 듯 보인다. 이질적 소재를 살짝 곁들여 재미를 더하는 방식은 &#8216;맨드라미&#8217; 시리즈에도 엿보인다. 맨드라미가 한창 피어난 풍경에 작은 우표로 나비나 다른 꽃을 곁들이거나, 플라스틱 소재로 작게 구워 만든 캐릭터를 붙이기도 한다. 풍경만 아니라 이를 포착한 작가의 존재를 함께 느끼게 되는 풍경화다. &#8216;인왕산&#8217; 시리즈는 이 갤러리에서 보는 맛이 남다르다. 바로 창밖으로 인왕산이 보이는 곳이라서다. 반면 케니의 그림은 내면의 풍경화 같다. 관념적 기호나 상징적 표현이 두드러진다. 모두 물감 대신 커피로 그린 것도 특징이다. 화가로 사는 건 어디서나 만만찮다. 케니는 대학에서 미술을 전공하고 태국에서 여러 번 전시를 열기도 했지만 전업화가가 아니다. 국수 같은 끼니와 차를 파는 카페를 운영하는 한편 지역 문화해설사로도 활동한다. 그림은 새벽 2~3시쯤 일어나 다른 일과에 앞서 매일 한두 시간씩 그린단다. 그는 &#8220;깨어나는 것, 힘을 주는 것&#8221;이라고 커피의 의미를 전했다. 커피로 그림을 그린 건 5년 전부터. 짙은 색을 낼 때는 인스턴트 커피를 섞는 등의 기법도 쓴다. 물론 수채화나 유화도 그려왔다.[출처: 중앙일보] 길에서 만난 우정이 세상을 보는 둥근 틀로 &#8220;작업세계가 달라요. 저는 낮에 싸돌아 다니며 몸으로 부딪히는 편이데 이 친구는 밤에 그리죠. 근데 그게 다 세상을 들여다보는 것이더라구요.&#8221; 김태헌은 자신의 작품에 대해서는 의미나 동기를 구구절절 설명하려 하지 않았다. 스스로 &#8220;스타일이 없다&#8221;고 뭉뚱그리는 그의 유연한 시각, 세상을 대하는 품 넓은 관점은 이번 선보인 신작들은 물론 여행길 친구와 함께하는 전시 자체에도 드러난다. 11월 17일까지. [출처: 중앙일보] 길에서 만난 우정이 세상을 보는 둥근 틀로</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่มา: Joins News (JoongAng Ilbo)</p>



<p class="wp-block-paragraph">จิตรกร <strong>คิมแทฮอน (</strong><strong>53 </strong><strong>ปี)</strong> มักพกสมุดสเก็ตช์ติดตัวไปทุกครั้งเมื่อออกเดินทาง ทริปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อหลายปีก่อนที่เขาไปกับภรรยาก็เช่นกัน ตอนนั้นเขาตัดสินใจให้ภรรยาที่กำลังเหนื่อยล้าลาออกจากงาน แล้วออกเดินทางในโหมด <strong>“มาเล่นกันเถอะ”</strong> อย่างแท้จริง</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่หนึ่งในสมุดสเก็ตช์ที่เขาพกไปครั้งนั้นกลับนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่มีใครคาดคิด กลายเป็นนิทรรศการวาดเส้น <strong>“The New World”</strong> ซึ่งกำลังจัดแสดงอยู่ที่แกลเลอรีในย่านซัมชองดง กรุงโซล เป็นนิทรรศการคู่ระหว่างเขากับจิตรกรชาวไทย <strong>เคนนี่</strong><strong> (วิททยา ศรีม่วง</strong><strong>, 44 </strong><strong>ปี)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งสองต่างกำลังเดินทางของตนเอง และบังเอิญพบกันบนรถบัสจากลาวไปเวียดนาม ก่อนจะพบกันอีกครั้งในเวียดนาม จึงได้รู้ว่าต่างก็เป็นศิลปิน เคนนี่อาสาเป็นผู้นำทาง พาเขาไปเยือนประเทศไทยตอนกลางซึ่งเป็นบ้านของตน</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ตอนจากกัน ผมมอบสมุดสเก็ตช์เล่มที่ยังวาดไม่หมดให้เขา หนึ่งปีต่อมาเราพบกันอีกครั้ง เขาวาดไปแล้วถึง 330 ภาพ” คิมแทฮอนเล่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อได้ยินความปรารถนาของเคนนี่ที่อยากจัดแสดงงานในเกาหลี คิมแทฮอนจึงครุ่นคิด และเลือกจัดนิทรรศการคู่แทนการจัดแสดงเดี่ยวของตนเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>โลกในกรอบวงกลม</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">นิทรรศการครั้งนี้นำผลงานของทั้งสองมาจัดแสดงในกรอบวงกลมทั้งหมด ราวกับกล้องส่องลาย (คาไลโดสโคป) สื่อความหมายถึงโลกที่แต่ละคนมองเห็นผ่านสายตาของตน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลงานของคิมแทฮอน โดยเฉพาะชุด <strong>“</strong><strong>สวนยามค่ำคืน–นักบินอวกาศ”</strong> น่าสนใจเป็นพิเศษ เขาผสมผสานดอกไม้ ต้นไม้ และนก ซึ่งเป็นองค์ประกอบแบบดั้งเดิมของภาพพื้นบ้านเกาหลี (มินฮวา) เข้ากับนักบินอวกาศ เกิดเป็นภูมิทัศน์แปลกตา</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาพพื้นบ้านเหล่านี้ได้มาจากฉากกั้นเก่าที่ชำรุด เขาเลือกเฉพาะส่วนที่ยังใช้ได้ ระบายพื้นหลังเป็นสีดำด้วยพู่กันเส้นเล็กเพื่อสื่อถึงอวกาศ แล้ววาดบุคคลในชุดนักบินอวกาศลงไป</p>



<p class="wp-block-paragraph">บางครั้ง นักบินอวกาศในภาพโบกมือ ราวกับตัวศิลปินเองที่เข้าไปอยู่ในจักรวาลแห่งภาพวาด กำลังทักทายผู้ชมและสิ่งต่าง ๆ ภายในภาพ</p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวทางการผสมวัสดุหรือองค์ประกอบต่างขั้วเพื่อเพิ่มความน่าสนใจ ยังปรากฏในชุด <strong>“</strong><strong>หงอนไก่ (แมนดารามิ)”</strong> เขาเพิ่มผีเสื้อหรือดอกไม้อื่น ๆ ด้วยแสตมป์เล็ก ๆ หรือแม้แต่ติดตัวละครที่ทำจากพลาสติกเผาขนาดเล็ก ทำให้ภาพทิวทัศน์นั้นไม่เพียงเป็นธรรมชาติ แต่ยังสะท้อนการมีอยู่ของศิลปินผู้บันทึกมันไว้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ชุด <strong>“</strong><strong>อินวังซาน”</strong> ยิ่งน่าสนใจเมื่อจัดแสดงในแกลเลอรีแห่งนี้ เพราะมองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นภูเขาอินวังจริง ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ภูมิทัศน์ภายในของเคนนี่</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในทางตรงกันข้าม ผลงานของเคนนี่คล้ายภูมิทัศน์ภายใน เต็มไปด้วยสัญลักษณ์และนัยเชิงนามธรรม อีกลักษณะเด่นคือ เขาใช้ <strong>“กาแฟ”</strong> แทนสี</p>



<p class="wp-block-paragraph">การเป็นศิลปินไม่ใช่เรื่องง่ายในที่ใดก็ตาม แม้เคนนี่จะเรียนศิลปะในมหาวิทยาลัย และเคยจัดแสดงงานในไทยหลายครั้ง แต่เขาไม่ได้เป็นศิลปินเต็มเวลา</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขาเปิดร้านคาเฟ่เล็ก ๆ ขายก๋วยเตี๋ยวและเครื่องดื่ม พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์วัฒนธรรมท้องถิ่น ส่วนการวาดภาพนั้น เขาจะตื่นราวตีสองหรือตีสาม วาดวันละหนึ่งถึงสองชั่วโมงก่อนเริ่มงานอื่น</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขากล่าวถึงความหมายของกาแฟว่า “การตื่นขึ้น และการเติมพลัง” เขาเริ่มวาดภาพด้วยกาแฟเมื่อ 5 ปีก่อน และเมื่อต้องการสีเข้ม ก็ผสมกาแฟสำเร็จรูปเพิ่มเข้าไป แน่นอนว่าเขายังทำงานสีน้ำและสีน้ำมันด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มิตรภาพบนถนน และกรอบกลมของโลก</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">“โลกการทำงานของเราต่างกัน ผมตระเวนไปข้างนอกตอนกลางวัน ปะทะกับโลกด้วยร่างกาย ส่วนเขาวาดตอนกลางคืน แต่สุดท้ายแล้วมันก็เป็นการมองโลกเหมือนกัน” คิมแทฮอนกล่าว</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขาไม่ชอบอธิบายความหมายหรือแรงจูงใจของงานตนเองยืดยาว และมักพูดเพียงว่า “ผมไม่มีสไตล์”</p>



<p class="wp-block-paragraph">มุมมองที่ยืดหยุ่นและใจกว้างของเขา สะท้อนอยู่ทั้งในผลงานชุดใหม่ และในนิทรรศการที่จัดร่วมกับเพื่อนจากการเดินทาง</p>



<p class="wp-block-paragraph">นิทรรศการจัดแสดงถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน</p>



<p class="wp-block-paragraph">—<br>ที่มา: JoongAng Ilbo</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“มิตรภาพที่พบระหว่างทาง กลายเป็นกรอบกลมที่ใช้มองโลก”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">스포츠서울 김효원기자]서로 다른 공간에서 살아가고 있는 한국의 화가와 태국의 화가가 우정의 2인전을 열고 있다. 서울 삼청동 누크갤러리에서 열리는 김태헌, 케니의 2인전 ‘드로잉 2인전 ‘더 뉴 월드 The New World’다. 두 사람의 만남은 몇년 전으로 거슬러 올라간다. 화가 김태헌(53)은 몇년 전 동남아 여행에서 태국의 화가 케니(위타야 스리무앙. 44)를 만났다. 김태헌은 낮에는 생업에 종사하며 새벽에 그림을 그리는 케니에게 작은 드로잉북을 선물했다. 그리고 1년 후 다시 케니를 만난 김태헌은 깜짝 놀라고 말았다. 케니가 자신이 선물한 드로잉북에 매일 하루에 한 점씩 드로잉을 그려 한권을 모두 채웠던 것. 김태헌 작가는 케니의 그림을 한국의 관람객들에게 소개하고 싶어 이번 전시를 기획했다. 전시장에는 김태헌의 꽃 시리즈, 밤의 정원-우주인 시리즈, 길 드로잉 등과 케니가 매일 커피물로 그린 일상의 드로잉이 보기 좋게 어우러져있다. 모든 그림은 동그란 매트를 대고 액자를 해 마치 망원경으로 들여다보는 듯한 느낌을 준다. 조정란 누크갤러리 대표는 “김태헌, 케니 작가는 마치 만화경으로 들여다본 세상의 느낌을 내고자 동그란 매트를 사용해 그림을 동그랗게 보이게 했다. 세상을 들여다보는 듯한 효과가 난다”고 말했다. 김태헌의 그림은 흰색 매트를 대 낮의 이미지를 준다. 이에 비해 케니의 그림은 검은색 매트를 대 어두운 밤의 이미지를 제공한다. 이는 케니가 주로 밤 시간에 작업을 하기 때문이다. 낮에는 일을 하면서 생계를 유지하고 작업은 주로 밤 부터 새벽까지 그린다. 어두운 밤에 세상을 응시하는 케니의 시선이 느껴진다. 전시는 11월 17일까지 계속된다.</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่มา: Sports Seoul, ผู้สื่อข่าวคิมฮโยวอน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จิตรกรชาวเกาหลีและจิตรกรชาวไทยซึ่งใช้ชีวิตอยู่คนละพื้นที่ กำลังจัดนิทรรศการคู่แห่งมิตรภาพร่วมกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">นิทรรศการดังกล่าวคือ <strong>“Drawing 2 Persons Exhibition: The New World”</strong> ของคิมแทฮอนและเคนนี่ จัดขึ้นที่ <strong>Nook Gallery</strong> ย่านซัมชองดง กรุงโซล</p>



<p class="wp-block-paragraph">การพบกันของทั้งสองย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน จิตรกรคิมแทฮอน (53 ปี) ได้พบกับจิตรกรชาวไทย เคนนี่ (วิททยา ศรีม่วง, 44 ปี) ระหว่างการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p>



<p class="wp-block-paragraph">คิมแทฮอนมอบสมุดสเก็ตช์เล่มเล็กให้เคนนี่ ซึ่งในตอนกลางวันทำงานเลี้ยงชีพ และวาดภาพในยามรุ่งสาง หนึ่งปีต่อมา เมื่อทั้งสองพบกันอีกครั้ง คิมแทฮอนถึงกับประหลาดใจ เพราะเคนนี่ได้วาดภาพวันละหนึ่งชิ้น เติมเต็มสมุดเล่มนั้นจนหมดทั้งเล่ม</p>



<p class="wp-block-paragraph">คิมแทฮอนจึงตั้งใจอยากแนะนำผลงานของเคนนี่ให้ผู้ชมชาวเกาหลีได้รู้จัก และวางแผนจัดนิทรรศการครั้งนี้ขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภายในพื้นที่จัดแสดง มีผลงานชุดดอกไม้ ชุด “สวนยามค่ำคืน–นักบินอวกาศ” และงานวาดเส้นเกี่ยวกับถนนของคิมแทฮอน จัดวางเคียงคู่กับภาพวาดประจำวันของเคนนี่ที่ใช้ “น้ำกาแฟ” เป็นวัสดุ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาพทั้งหมดใส่กรอบพร้อมแผ่นรองทรงกลม ทำให้เกิดความรู้สึกราวกับกำลังมองผ่านกล้องโทรทรรศน์</p>



<p class="wp-block-paragraph">โจจองรัน ผู้อำนวยการ Nook Gallery กล่าวว่า“ศิลปินทั้งสองต้องการสร้างความรู้สึกราวกับมองโลกผ่านกล้องคาไลโดสโคป จึงใช้แผ่นรองทรงกลม ทำให้ภาพดูเป็นวงกลม ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังส่องมองโลก”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลงานของคิมแทฮอนใช้แผ่นรองสีขาว ให้ภาพลักษณ์ของเวลากลางวัน ขณะที่ผลงานของเคนนี่ใช้แผ่นรองสีดำ สื่อถึงยามค่ำคืน เพราะเคนนี่ทำงานศิลปะเป็นหลักในเวลากลางคืน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในตอนกลางวันเขาทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ และวาดภาพตั้งแต่ค่ำไปจนถึงรุ่งสาง ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงสายตาของเคนนี่ที่เพ่งมองโลกในความมืด</p>



<p class="wp-block-paragraph">นิทรรศการจัดแสดงถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน</p>



<p class="wp-block-paragraph">[뉴스포스트=신현지 기자] 화가 김태헌과 케니의 2인 전시회 ‘The New World’가 지난 20일부터 인사동 누크갤러리에서 열리고 있다. 국적과 나이가 다른 두 사람이 동남아 여행길에서 만난 연이 화폭으로 이어졌다. 매일 새벽 2~3시에 일어나 일기를 쓰듯 커피로 그림을 그리는 것으로 하루를 시작하는 케니와 그림을 통해 삶을 확장하고 전시와 책으로 사람들과 소통을 꾀하는 김태헌. 규칙과 틀을 배제한 두 사람의 콜라보레이션을 통해 조화와 비조화 속의 자유로운 세상읽기가 시작된다. 아울러 현대미술의 다양성을 넘어 새로운 실험정신을 추구하는 두 작가의 ‘The New World’는 둥근 프레임 안에 각기 다른 화풍으로 관람객에게 자유로운 세상보기를 유도한다. kenny(1973) 매일 새벽 2~3시에 일어나 일기를 쓰듯 커피로 그림을 그리며 하루를 여는 케니는 둥근 프레임에 상상의 세상과 영혼의 세계를 담아냈다 출처 : 뉴스포스트(http://www.newspost.kr) 까만 밤의 둥근 프레임에는 다른 사람과의 관계를 통해 자신을 발견하는 화가의 내면의 세계가 함축되어 관람자들과 또 다른 만남을 시도한다.이번 전시에서 케니는 3‘333 coffee time’ 드로잉 중에 30점의 드로잉으로 상상 속 자유로운 영혼의 이야기를 펼쳐냈다.커피를 통해 미술세계를 구축하고 있는 케니는 태국 북부 치앙마이에서 미술을 전공했다. 그동안 케니는 주말마다 아이들을 가르치고 초상화를 그려 주며 때로는 잡지에 그림을 싣고 또 노화가의 일대기를 쓰기도 하며 화가로서 일상을 보내왔다.또 그는 태국 치앙마이를 중심으로 9회의 전시를 가졌고 현재 Phichai(태국중부 작은 마을)에 거주하며 가족과 함께 작은 Café-Noodles와 art스튜디오를 운영하면서 지역 역사문화 해설사로도 활동하고 있다.</p>



<p class="wp-block-paragraph">ที่มา: News Post (ผู้สื่อข่าว ชินฮยอนจี)</p>



<p class="wp-block-paragraph">นิทรรศการคู่ของจิตรกรคิมแทฮอนและเคนนี่ ในชื่อ <strong>“The New World”</strong> จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 ที่ผ่านมา ณ <strong>Nook Gallery</strong> ย่านอินซาดง</p>



<p class="wp-block-paragraph">สองศิลปินต่างสัญชาติและต่างวัย พบกันโดยบังเอิญระหว่างการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสายสัมพันธ์นั้นได้ต่อยอดสู่ผืนผ้าใบ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เคนนี่เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการตื่นตีสองหรือตีสาม วาดภาพด้วยกาแฟราวกับเขียนบันทึกประจำวัน ขณะที่คิมแทฮอนใช้ภาพวาดขยายความหมายของชีวิต และสื่อสารกับผู้คนผ่านนิทรรศการและหนังสือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">การทำงานร่วมกันของทั้งสอง ซึ่งไม่ยึดติดกฎเกณฑ์หรือกรอบแบบแผน เปิดพื้นที่ให้เกิดการอ่านโลกอย่างอิสระ ท่ามกลางความกลมกลืนและความไม่กลมกลืน</p>



<p class="wp-block-paragraph">นิทรรศการ <strong>“</strong><strong>The New World”</strong> ของทั้งสองศิลปินผู้แสวงหาการทดลองใหม่ ๆ ในศิลปะร่วมสมัย นำเสนอผลงานในกรอบวงกลม ด้วยรูปแบบการวาดที่แตกต่างกัน ชวนผู้ชมมองโลกอย่างเสรี</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Kenny (เกิดปี 1973)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เคนนี่ตื่นตีสองถึงตีสามทุกวัน วาดภาพด้วยกาแฟเหมือนเขียนไดอารี่ เปิดวันใหม่ด้วยจังหวะของตนเอง เขาบรรจุโลกแห่งจินตนาการและโลกแห่งจิตวิญญาณไว้ในกรอบวงกลม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในกรอบวงกลมสีดำของยามค่ำคืน สะท้อนโลกภายในของศิลปิน ผู้ค้นพบตนเองผ่านความสัมพันธ์กับผู้อื่น และพยายามสร้างการพบกันอีกครั้งกับผู้ชม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในนิทรรศการนี้ เคนนี่นำผลงานจากชุด ‘333 Coffee Time’ จำนวน 30 ชิ้น มาถ่ายทอดเรื่องราวของวิญญาณอิสระในโลกแห่งจินตนาการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขาสร้างโลกศิลปะผ่านกาแฟ โดยเรียนศิลปะที่เชียงใหม่ ทางภาคเหนือของประเทศไทย ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาสอนเด็ก ๆ ทุกสุดสัปดาห์ วาดภาพเหมือน ลงภาพในนิตยสาร และเขียนชีวประวัติของจิตรกรสูงวัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขาเคยจัดนิทรรศการ 9 ครั้ง โดยมีเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่อำเภอพิชัย (เมืองเล็กทางภาคกลางของไทย) เปิดร้าน Café-Noodles และสตูดิโอศิลปะกับครอบครัว พร้อมทำหน้าที่เป็นวิทยากรอธิบายประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Phichai Colorful เมื่อ “ศิลปะ” เริ่มเปลี่ยนเมืองเล็ก ๆ ให้มีชีวิตอีกครั้ง</title>
		<link>https://www.kenny-keng.com/phichai-colorful-art-revives-town/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[KennyKeng]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 20:14:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[บริบทชีวิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kenny-keng.com/?p=24682</guid>

					<description><![CDATA[ในเมืองเล็กอย่างพิชัย หลายคนอาจมองเห็นเพียง “เมืองผ่านทาง” แต่สำหรับบางคน…ที่นี่คือเมืองที่ยังมีลมหายใจของผู้คน ความทรงจำ และเรื่องราวซ่อนอยู่ในทุกตรอก ทุกตลาด และทุกริมแม่น้ำน่าน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ในเมืองเล็กอย่างพิชัย หลายคนอาจมองเห็นเพียง <strong>“เมืองผ่านทาง”</strong> แต่สำหรับบางคน…ที่นี่คือเมืองที่ยังมีลมหายใจของผู้คน ความทรงจำ และเรื่องราวซ่อนอยู่ในทุกตรอก ทุกตลาด และทุกริมแม่น้ำน่าน</p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวคิดของ “Phichai Colorful” จึงไม่ได้เริ่มจากคำว่า “เทศกาล” แต่มันเริ่มจากคำถามง่าย ๆ ว่า “เราจะทำอย่างไรให้ผู้คนกลับมามองเมืองพิชัยด้วยสายตาใหม่อีกครั้ง”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน 2024 ศิลปินวาดภาพชาวอังกฤษได้มาเยือน Kenny’s House ที่เมืองพิชัยพร้อมกับประโยคที่พูดติดหูผมมาว่า Phichai is colorful…</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“Phichai colorful – </strong><strong>สีสันเมืองพิชัย”</strong> จึงกลายเป็นประกายเล็ก ๆ ที่ติดไฟกับคำถามที่ยังค้างอยู่ข้างใน  “เราจะทำอย่างไรให้ผู้คนกลับมามองเมืองพิชัยด้วยสายตาใหม่อีกครั้ง”</p>



<p class="wp-block-paragraph">และศิลปะ…ก็กลายเป็นคำตอบแรกของการเริ่มต้นตั้งแต่วันนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>จุดเริ่มต้นของแรงกระเพื่อมเล็ก ๆ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">Phichai colorful ครั้งที่ 1 วันที่ 25 ธันวาคม 2024</p>



<p class="wp-block-paragraph">กลุ่มพี่น้องผองเพื่อนศิลปินเล็ก ๆ และผู้คนในพิชัยที่อยากวาดภาพ ซึ่งบางคนเป็นความฝันในวัยเด็ก บางคนเป็นการเริ่มต้นเอาชนะความกลัวการวาดภาพ  ได้รวมตัวกันที่เมืองพิชัย เพื่อออกเดิน วาดภาพ และบันทึกเสน่ห์ของเมืองผ่านสายตาของจิตวิญญาณแห่งการเป็นศิลปิน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่มีเวทีใหญ่ ไม่มีงบประมาณมหาศาล มีเพียงความตั้งใจที่จะชวนผู้คน <strong>“มองเห็นคุณค่าของเมืองตัวเองอีกครั้ง”</strong>  กลุ่มศิลปิน นักวาดภาพ ออกวาดกันในช่วงเช้า ก่อนที่จะนำภาพมารวมกันในช่วงบ่ายเพื่อแสดงผลงานร่วมกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาพวาดจำนวนหนึ่งถูกนำมาจัดแสดงบริเวณริมแม่น้ำน่าน ท่ามกลางบรรยากาศเรียบง่ายของเมืองเล็กในวันคริสต์มาส ช่วงฤดูหนาวพร้อมกับสายลมเย็น ในยามเย็นและพระอาทิตย์ที่ค่อย ๆ มุดลงบริเวณโค้งน้ำน่านเมืองพิชัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น..กลับใหญ่กว่าที่หลายคนคาดคิด</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานเล็ก ๆ นี้ กลายเป็นแรงกระเพื่อมที่ทำให้คนในพื้นที่เริ่มพูดคุยกันเรื่อง “ศิลปะ” มากขึ้น เกิดการรวมกลุ่มของคนทำงานสร้างสรรค์ เกิดการเชื่อมต่อระหว่างศิลปิน ภาคประชาชน และหน่วยงานต่าง ๆ จากกิจกรรมเล็ก ๆ ในวันเดียว<br>ค่อย ๆ พัฒนาไปสู่งานศิลปะระดับจังหวัด ทั้งในความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายสร้างสรรค์ในพื้นที่</p>



<p class="wp-block-paragraph">Phichai Colorful จึงไม่ได้เป็นเพียง <strong>“งานวาดภาพ”</strong><strong> </strong>แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพลังใหม่ให้เมืองพิชัย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การเติบโตของความร่วมมือ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Phichai colorful </strong><strong>ครั้งที่ </strong><strong>2 </strong><strong>:</strong><strong> 25–26 </strong><strong>ธันวาคม </strong><strong>2025</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากแรงบันดาลใจในปีแรก Phichai Colorful ได้กลับมาอีกครั้งในวันที่ 25–26 ธันวาคม 2025</p>



<p class="wp-block-paragraph">ครั้งนี้…เมืองพิชัยไม่ได้มีเพียงศิลปินมาวาดภาพ แต่เริ่มมี “ผู้คนจากหลากหลายประเทศ” เดินเข้ามาสัมผัสเมืองเล็กแห่งนี้ผ่านศิลปะ ภายในงาน มีการรวมกลุ่มศิลปินเพื่อวาดภาพเมืองพิชัย พร้อมสร้างสรรค์ <strong>“ซุ้มสัญลักษณ์”</strong> ของงาน<br>ซึ่งออกแบบแนวคิดโดย Kenny Keng</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะเดียวกันผลงานศิลปะสมัยใหม่และองค์ประกอบเชิงสร้างสรรค์ภายในงาน ได้รับการออกแบบและจัดทำโดย “Mr.หนุ่ย”</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากนั้นทีม Phichai Colorful ก็ช่วยกันขัดเหล็ก ทาสี จนกลายเป็นความทรงจำที่ดีและมีคุณค่า ซึ่งในปี 2025 นี้ เรามีสิ่งที่น่าประทับใจเพิ่มขึ้นอีก คือการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ ทั้งจากอังกฤษ ฝรั่งเศส ตุรกี จอร์แดน และจีน ร่วมกันสร้างสรรค์ รวมถึงในวันงาน นอกจากศิลปินและผู้สนใจแล้ว ครั้งนี้ Phichai colorful ยังมีนักเรียน นักศึกษาในจังหวัดอุตรดิตถ์ มาเข้าร่วมกิจกรรม Sketch เมืองพิชัยร่วมกันอีกด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">บรรยากาศของเมืองเล็ก ๆ จึงเต็มไปด้วยผู้คนที่กำลังนั่งวาดภาพ พูดคุย แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และเรียนรู้กันผ่านศิลปะ</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ <strong>Phichai colorful-</strong><strong>สีสันเมืองพิชัย</strong> ยังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มร้านค้าภาคเอกชนในอำเภอพิชัย รวมถึงทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์มาเสริมพลัง ทำให้งานสามารถขยายระยะเวลาเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง 2 วันเต็ม จนทำให้คำถามตั้งแต่ตอนต้นได้รับคำตอบมาอย่างดีเกี่ยวกับการใช้ศิลปะเพื่อเล่าเรื่องราวในแบบฉบับของตัวเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">Phichai Colorful เริ่มแสดงให้เห็นว่า “ศิลปะ” สามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม ระหว่างคนท้องถิ่น นักท่องเที่ยว การศึกษา และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้จริง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>มากกว่างานศิลปะ</strong><strong> </strong>นั่นคือ <strong>“การมองเมืองใหม่”</strong> สิ่งสำคัญที่สุดของ Phichai Colorful อาจไม่ใช่จำนวนภาพวาด หรือจำนวนผู้เข้าร่วมงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่คือการที่ผู้คนเริ่มกลับมาเดินช้า ๆ ในเมืองของตัวเองอีกครั้ง ชมร้านเก่า ตลาดเก่า กำแพงเมืองโบราณ  เสียงแม่น้ำ หรือแม้แต่รอยยิ้มของผู้คนธรรมดาที่เดินสวนกันไปมาในย่านชุมชนเก่าเมืองพิชัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งหมดเริ่มกลายเป็น <strong>“แรงบันดาลใจ”</strong> ได้อีกครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ความตั้งใจต่อจากนี้</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">Phichai Colorful ไม่ได้ตั้งใจเป็นเพียงกิจกรรมครั้งคราว แต่มีความหวังว่า…</p>



<p class="wp-block-paragraph">หากมีโอกาส งานนี้จะถูกจัดขึ้นทุกวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี เพื่อให้ช่วงปลายปีของเมืองพิชัย กลายเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนกลับมาพบกันผ่านศิลปะ ความทรงจำ และความหวังใหม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">และบางที…</p>



<p class="wp-block-paragraph">เมืองเล็กแห่งนี้ อาจไม่ได้ต้องการการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วที่สุด แต่อาจต้องการเพียง <strong>“</strong><strong>ผู้คนที่ยังเชื่อว่าเมืองของตัวเองมีคุณค่า”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">Phichai Colorful จึงไม่ใช่แค่งานศิลปะ แต่มันคือการค่อย ๆ เติมสีให้เมือง ผ่านหัวใจของผู้คนที่ยังรักมันอยู่จริง ๆ</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มุมมองต่อศิลปะของ Kenny Keng (วิทยา ศรีม่วง)</title>
		<link>https://www.kenny-keng.com/kenny-keng-thai-zen-art-identity-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[KennyKeng]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 20:13:25 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[บริบทชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[มุมมอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kenny-keng.com/?p=24679</guid>

					<description><![CDATA[1. การสร้างผลงาน “ศิลปะเพื่อศิลปะ”]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. การสร้างผลงาน “ศิลปะเพื่อศิลปะ”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวคิด <strong>“ศิลปะเพื่อศิลปะ”</strong> เติบโตจากความเชื่อว่าศิลปะมีคุณค่าในตัวมันเอง ไม่จำเป็นต้องรับใช้ศีลธรรม การเมือง หรือการตลาด คุณค่าของศิลปะอยู่ที่ประสบการณ์ ความงาม มิใช่ประโยชน์ใช้สอย</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับศิลปินร่วมสมัย แรงบันดาลใจจึงอาจไม่ได้มาจาก “คำสั่งของสังคม” แต่เกิดจากแรงขับภายใน ความหลงใหลในรูปทรง สี เส้น พื้นผิว จังหวะ ลมหายใจและความว่าง สาระจึงไม่ได้อยู่ที่ <strong>“เรื่องเล่า”</strong> แต่คือ <strong>“ประสบการณ์รับรู้”</strong> ขณะมองงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวะของงานศิลปะเพื่อศิลปะมักนิ่ง ละเอียด และลึก คล้ายดนตรีบรรเลงไร้เนื้อร้อง ผู้ชมไม่ถูกบังคับให้เข้าใจอะไรเฉพาะเจาะจง แต่ถูกเชื้อเชิญให้ “รู้สึก” บางครั้งอาจเงียบ บางครั้งอาจรุนแรง ทว่าทั้งหมดดำรงอยู่ในระบบภายในของงานเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ผลงานศิลปะ</strong><strong>ต่อศิลปิน:</strong> เป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพสูงสุด ศิลปินได้ทดลอง ค้นหา และยืนยันตัวตนโดยไม่ต้องประนีประนอมกับแรงกดดันภายนอก</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ผลงานศิลปะ</strong><strong>ต่อผู้ชม:</strong> ผู้ชมได้รับประสบการณ์เชิงสุนทรียะที่เปิดกว้าง แต่ก็อาจรู้สึกห่างเหินได้ หากคุ้นชินกับงานที่มีเรื่องเล่าชัดเจน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2.  “ศิลปะกับชีวิต”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับ Kenny Keng ศิลปะไม่ใช่วัตถุที่แขวนบนผนัง แต่คือ “ภาวะ” ที่ดำรงอยู่ในลมหายใจและพื้นที่จริงของชีวิต แนวคิด Thai Zen Lettering และ Travel Sketch ของเขาเกิดจากความต้องการเชื่อมโยงรากเหง้าเอเชียตะวันออกเข้ากับความเป็นไทยร่วมสมัย ไม่ใช่เพื่อเลียนแบบ แต่เพื่อค้นหาจังหวะภายในของตนเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">แรงบันดาลใจจึงมาจาก 3 แหล่งหลัก</p>



<p class="wp-block-paragraph">1.&nbsp;ลมหายใจและสติ (present-moment awareness)</p>



<p class="wp-block-paragraph">2.&nbsp;การเดินทางท่องเที่ยว กระทั่งถึงการดำรงค์อยู่ในเมืองเล็กอย่างพิชัย พื้นที่ที่ความทรงจำยังมีน้ำหนัก</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;1.&nbsp;ผู้คนจริงที่เข้ามาสัมผัส Kenny’s House</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ศิลปะในมุมมองนี้ไม่แยกจากชีวิตประจำวัน แต่เติบโตจากมันโดยตรง ซึ่ง Kenny ใช้กระบวนการทำงานที่เน้น “จังหวะ” มากกว่า “ภาพลักษณ์”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1.&nbsp;Thai Zen Lettering</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">Kenny Keng ออกแบบโดยใช้โครงสร้างอักษรไทยในแนวตั้ง ลดทอนองค์ประกอบให้เหลือแก่นของเส้น และให้ความสำคัญกับช่องว่าง (negative space) พอ ๆ กับหมึก</p>



<p class="wp-block-paragraph">เทคนิคนี้ไม่ได้เน้นความสวยแบบประดับ แต่เน้นจังหวะ พลังของการหยุดและการปล่อย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2.&nbsp;Travel Sketch</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">Kenny Keng มักใช้วิธีสเก็ตช์สด ณ สถานที่จริง โดยใช้เส้นที่ไม่แก้ไขมาก เพื่อเก็บความรู้สึกแรก</p>



<p class="wp-block-paragraph">บางครั้งเขาใช้กาแฟเป็นวัสดุ เพื่อให้กลิ่น เวลา และสถานที่หลอมรวมกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เทคนิคของเขาจึงเป็น <em><strong>“กระบวนการมีชีวิต”</strong></em> มากกว่างานสำเร็จรูป</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>จังหวะงานของ Kenny มีลักษณะ “นิ่งแต่เคลื่อนไหว”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong><em>“</em><em>นิ่งในความตั้งใจ</em><em> หาก</em><em>เคลื่อนไหวในพลังของเส้น</em><em>”</em></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ชมบางคนรู้สึกสงบ บางคนรู้สึกเหมือนได้ทบทวนตัวเอง เพราะงานไม่ได้ตะโกน แต่ชวนให้ฟังเสียงภายใน</p>



<p class="wp-block-paragraph">จังหวะนี้สอดคล้องกับชีวิตจริง ชีวิตที่ไม่ได้ดังตลอดเวลา แต่เต็มไปด้วยช่วงเงียบที่มีความหมาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">การสร้างงานศิลปะของ Kenny Keng จึงเกิดขึ้นตั้งแต่กระบวนการสร้าง กระทั่งเสร็จสิ้น และหลังจากนั้นผลงานแต่ละชิ้นจะมีชีวิตของตัวเอง จะเข้าพูดคุยสนทนากับผู้คนที่เข้าสัมผัสในคำถามและคำตอบที่ต่างกัน ตามประสบการของแต่ละคน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ต่อศิลปิน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">งานศิลปะคือกระบวนการจัดระเบียบความคิดและจิตใจ เป็นการฝึกวินัยภายใน และสร้างสมดุลระหว่างบทบาทศิลปิน นักลงทุน และผู้จัดพื้นที่วัฒนธรรม Kenny’s House</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ต่อผู้ชม</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">งานของ Kenny ไม่ได้บอกคำตอบ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตีความเอง บางคนมองเห็นความว่าง บางคนเห็นความทรงจำของตนเอง บางคนมองเห็นบ้าน ผู้คน สถานที่ ฯลฯ</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับ Kenny แล้วศิลปะจึงกลายเป็น <strong>“พื้นที่กลาง”</strong> ระหว่างชีวิตของศิลปินและชีวิตของผู้ชม</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บทสรุป</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">มุมมองของ Kenny Keng ต่อศิลปะกับชีวิต ไม่ได้แบ่งแยกว่าอะไรคือผลงาน อะไรคือการใช้ชีวิต เพราะทั้งสองคือสิ่งเดียวกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขาไม่ได้สร้างงานเพื่อหนีชีวิต แต่สร้างงานเพื่อเข้าใจชีวิต และเมื่อศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong><em>ชีวิต</em><em>จึง</em><em>กลายเป็นผลงานชิ้นหนึ่งที่กำลังถูกวาดอยู่ทุกวัน</em><em>…</em></strong></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ลายเซ็น Kenny Keng (วิทยา ศรีม่วง) กับงานวาดภาพแนว Thai Zen : การเปลี่ยนผ่านสู่อัตลักษณ์ใหม่</title>
		<link>https://www.kenny-keng.com/kenny-keng-thai-zen-art-identity/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[KennyKeng]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 20:11:46 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kenny-keng.com/?p=24676</guid>

					<description><![CDATA[ลายเซ็น Kenny Keng คืออะไร]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"><strong>ลายเซ็น Kenny Keng คืออะไร</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผม ลายเซ็นไม่ใช่เพียงการเขียนชื่อปิดท้ายภาพวาด แต่คือ “ลมหายใจสุดท้าย” ของงานศิลปะแต่ละชิ้น ทุกครั้งที่พู่กันสัมผัสกระดาษเพื่อเซ็นชื่อ นั่นคือช่วงเวลาที่ผมบอกกับตัวเองว่า งานชิ้นนี้ได้ออกเดินทางจากมือของผมไปสู่โลกภายนอกแล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วงแรกของการทำงานศิลปะ ผมใช้ลายเซ็นแบบแนวนอนตามรูปแบบทั่วไป เหมือนศิลปินร่วมสมัยส่วนใหญ่ คือ ใช้เพียงเพื่อระบุตัวตนของผู้วาดว่าเป็นผลงานของ Kenny Keng หรือ วิทยา ศรีม่วง</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่เมื่อผมเริ่มเดินเข้าสู่โลกของงาน Thai Zen อย่างจริงจัง ผมรู้ว่าลายเซ็นแบบเดิมไม่สามารถสะท้อนจิตวิญญาณของงานได้อีกต่อไป</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>จุดเริ่มต้นของลายเซ็น Kenny Keng แบบแนวนอน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในยุคแรกของการสร้างงาน ผมเซ็นชื่อในลักษณะแนวนอน ซึ่งเป็นรูปแบบที่คุ้นเคยในระบบศิลปะไทยและสากล ลายเซ็นในเวลานั้นมีหน้าที่คล้ายเครื่องหมายกำกับผลงาน เป็นการยืนยันว่าใครคือผู้สร้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มรู้สึกว่า<br>“ลายเซ็นควรเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่สิ่งที่ถูกเติมเข้าไปภายหลัง”</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยเฉพาะเมื่อผมเริ่มศึกษาโลกของ Zen, Chinese Calligraphy และ Japanese Ink Painting ผมพบว่าในศิลปะตะวันออก ลายเซ็นไม่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงชื่อ แต่เป็นองค์ประกอบทางจิตวิญญาณของภาพ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>การเปลี่ยนสู่ลายเซ็นแนวตั้งในงาน Thai Zen</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="1024" height="819" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Sign-web-1024x819.jpg" alt="" class="wp-image-24745" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Sign-web-1024x819.jpg 1024w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Sign-web-300x240.jpg 300w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Sign-web-768x614.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Sign-web-888x710.jpg 888w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Sign-web.jpg 1280w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" />
<figcaption class="wp-element-caption">ลายเซนต์ วิทยา Kenny</figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ช่วงเวลาสำคัญเกิดขึ้นเมื่อผมตัดสินใจทุ่มเทกับงานแนว Thai Zen อย่างเต็มตัว ผมเริ่มหมุนลายเซ็นจาก “แนวนอน” มาเป็น “แนวตั้ง”</p>



<p class="wp-block-paragraph">การเปลี่ยนนี้ไม่ใช่เรื่องของดีไซน์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือการประกาศเส้นทางทางศิลปะของตัวเอง ลายเซ็นแนวตั้งเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมการเขียนพู่กันจีนและญี่ปุ่นที่ไหลจากบนลงล่าง ซึ่งเป็นภาษาทางสายตาที่ปรากฏอยู่ในงาน Zen ทั่วเอเชีย</p>



<p class="wp-block-paragraph">และสิ่งสำคัญอีกอย่างคือ ผมเริ่มใส่ชื่อไทยดั้งเดิมที่พ่อแม่ตั้งให้ คือ “วิทยา” ลงไปในลายเซ็นแนวตั้งด้วย</p>



<p class="wp-block-paragraph">คำว่า “วิทยา” ถูกเขียนเรียงจากบนลงล่างอย่างเรียบง่าย คล้ายอักษรพู่กันตะวันออก เป็นเหมือนการพาตัวตนเดิมกลับมาอยู่ในงานศิลปะอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงชื่อที่ใช้ในเอกสารราชการ แต่เป็นรากของชีวิต ความตั้งใจ และความรักจากครอบครัวที่ยังคงอยู่ในทุกผลงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผม การเขียนชื่อในแนวตั้งทำให้ชื่อไม่ได้ “วางทับ” ภาพ แต่กลับ “ไหลรวม” ไปกับจังหวะของหมึกและพื้นที่ว่างภายในงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ความหมายของตราประทับแดงในลายเซ็น Kenny Keng</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="398" height="291" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/ตราประทับ-1.jpg" alt="" class="wp-image-24747" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/ตราประทับ-1.jpg 398w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/ตราประทับ-1-300x219.jpg 300w" sizes="(max-width: 398px) 100vw, 398px" />
<figcaption class="wp-element-caption">ตราประทับรูปหัวผักกาดขาว</figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"><strong>ตราประทับ “ผักกาดขาว” : สัญลักษณ์แห่งโชคดีและความเป็นมงคล</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่สุดของลายเซ็น Kenny Keng คือ “ตราประทับสีแดง” ที่แกะเป็นรูปผักกาดขาว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตรานี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผมเริ่มฝึกวาดภาพจีนและเขียนอักษรจีนอย่างจริงจัง ขณะนั้นชีวิตของผมผูกพันอยู่กับการทำอาหาร การขายกิมจิ และการใช้ชีวิตเรียบง่ายกับวัตถุดิบพื้นบ้าน อาจารย์ผู้ช่วยออกแบบตราประทับจึงเลือก “ผักกาดขาว” มาเป็นสัญลักษณ์แทนตัวผม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในสายตาคนทั่วไป มันอาจเป็นเพียงผักธรรมดา แต่สำหรับผม ผักกาดขาวกลับมีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่มากมาย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. ความหมายพ้องเสียงในภาษาจีนแต้จิ๋ว</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">คำว่า “ผักกาดขาว” ในสำเนียงจีนแต้จิ๋วมีเสียงใกล้เคียงกับคำว่า<br>“ป่ายไช้” (白菜 / Pak Choi หรือ Bai Cai)</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งเชื่อมโยงกับคำอวยพรโบราณที่มีความหมายประมาณว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">“โชคดีร้อยอย่าง”<br>“ความมงคลนับร้อยประการ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในวัฒนธรรมจีน คำพ้องเสียงถือเป็นภาษาของความหมายและพรอันเงียบงาม ผักกาดขาวจึงไม่ได้หมายถึงเพียงอาหาร แต่หมายถึงการอวยพรให้ชีวิตเต็มไปด้วยสิ่งดีงาม ความอุดมสมบูรณ์ และโชคที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. ความหมายในภาษาจีนกลางและจีนฮกเกี้ยน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในภาษาจีนกลาง คำว่า 白菜 (ไป๋ไช่ / Bái Cài) มีเสียงพ้องและเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง “ความมั่งคั่งบริสุทธิ์” และ “โชคลาภที่เรียบง่าย”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนในสำเนียงฮกเกี้ยนหรือฟูเจี้ยน คำเรียกผักกาดขาวก็มีเสียงที่ใกล้เคียงกับคำอวยพรเกี่ยวกับ “โชค” และ “ความรุ่งเรือง” เช่นกัน ทำให้ผักกาดขาวกลายเป็นสัญลักษณ์ที่พบได้บ่อยในศิลปะจีน งานแกะสลักหยก และของมงคล</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมจึงรู้สึกว่าตราประทับนี้ไม่ใช่เพียงเครื่องหมายส่วนตัว แต่เป็นเหมือนพรเล็ก ๆ ที่เดินทางไปพร้อมกับงานศิลปะทุกชิ้นที่ผมได้รังสรรค์ขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. ผักกาดขาว : ความธรรมดาที่ลึกซึ้ง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดเกี่ยวกับผักกาดขาว คือมันเป็นผักธรรมดา เรียบง่าย ไม่หรูหรา แต่กลับอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนเสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">มันทำให้ผมนึกถึงงาน Thai Zen ที่ไม่ได้พยายามตะโกนเสียงดัง แต่ค่อย ๆ พาผู้คนกลับมาหาความสงบ ความว่าง และสิ่งเล็ก ๆ ที่หลงลืมไปในชีวิตประจำวัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทุกครั้งที่ประทับตราสีแดงลงบนกระดาษ ผมจึงรู้สึกเหมือนกำลังส่งคำอวยพรเงียบ ๆ ไปยังผู้ชม ว่าขอให้เขาได้พบ “โชคดีร้อยอย่าง” ในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นความสุข ความสงบ หรือเพียงลมหายใจที่เบาสบายขึ้นในวันหนึ่งของชีวิต</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สีแดงและพื้นที่ว่างในงาน Thai Zen ของ Kenny Keng</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="1024" height="753" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-04-1024x753.jpg" alt="" class="wp-image-24748" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-04-1024x753.jpg 1024w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-04-300x221.jpg 300w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-04-768x565.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-04-965x710.jpg 965w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-04.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" />
<figcaption class="wp-element-caption">โลกไร้แสง คืนวันใช่มืดมิด เพียงเมฆบดบัง</figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในงานแนว Zen สีแดงของตราประทับมีพลังมาก หมึกดำคือความนิ่ง พื้นที่ว่างคือลมหายใจ ส่วนสีแดงคือ “ชีวิต”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมมักวางตราประทับในตำแหน่งที่ต่างกันไปตามองค์ประกอบของภาพ บางครั้งอยู่เหนือชื่อ บางครั้งอยู่ตรงกลางระหว่างชื่อ บางครั้งก็ประทับลงใต้ชื่อ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทุกครั้งผมวางมันตาม “จังหวะความรู้สึก” มากกว่ากฎตายตัว เพราะผมไม่ต้องการให้ลายเซ็นกลายเป็นสูตรสำเร็จ แต่ต้องการให้มันได้มีโอกาส “สนทนา” กับพื้นที่ว่างภายในภาพ และเป็นส่วนหนึ่งของภาพเสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ลายเซ็น Kenny Keng กับอัตลักษณ์ของ วิทยา ศรีม่วง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มเข้าใจว่า ลายเซ็นไม่ใช่เพียงเครื่องหมายของศิลปิน แต่มันคือ “อัตลักษณ์ทางจิตวิญญาณ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">การเปลี่ยนจากลายเซ็นแนวนอนมาเป็นแนวตั้ง พร้อมตราประทับผักกาดขาวสีแดง และชื่อ “วิทยา” ที่เขียนแนวตั้ง คือช่วงเวลาที่ผมยอมรับเส้นทางของตัวเองอย่างชัดเจน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมไม่ได้เพียงวาดภาพ แต่กำลังใช้ศิลปะเป็นพื้นที่ของความสงบ ความว่าง และการเยียวยาผู้คน</p>



<p class="wp-block-paragraph">นี่คือเหตุผลที่ลายเซ็น Kenny Keng ในยุค Thai Zen จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่เพียงชื่อของผู้วาด</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ลายเซ็น Kenny Keng : ลมหายใจสุดท้ายของงานศิลปะ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ทุกครั้งที่ผมเซ็นชื่อบนภาพ ผมรู้สึกเหมือนกำลังปล่อยบางส่วนของชีวิตตัวเองลงไปในงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ลายเซ็นแนวตั้ง หมึกดำ ชื่อ “วิทยา” ตราประทับสีแดงรูปผักกาดขาว และพื้นที่ว่างรอบ ๆ ทั้งหมดนี้รวมกันกลายเป็นภาษาที่เงียบ แต่กลับมีพลังอยู่ในภาพนั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผม ลายเซ็นจึงไม่ใช่ตอนจบของภาพวาด แต่มันคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางระหว่างงานศิลปะกับหัวใจของผู้ชม</p>



<p class="wp-block-paragraph">แล้วปล่อยให้ทั้งคู่ได้สนทนาด้วยกันเพียงลำพัง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="1024" height="357" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-05-1024x357.jpg" alt="" class="wp-image-24749" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-05-1024x357.jpg 1024w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-05-300x105.jpg 300w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-05-768x268.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-05-1170x408.jpg 1170w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/09/Ar-05.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" />
<figcaption class="wp-element-caption">มีสว่าง มีมืด สาดส่อง สดใส มืดมิด แค่มองลมหายใจ</figcaption></figure>
</div>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เมื่อผมใช้ศิลปะฟังเสียงของเมือง ผู้คน และความทรงจำ Conceptual Art by Kenny Keng</title>
		<link>https://www.kenny-keng.com/conceptual-art-kenny-keng-city-memory/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[KennyKeng]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 20:10:18 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[มุมมอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kenny-keng.com/?p=24673</guid>

					<description><![CDATA[ครั้งหนึ่ง…ผมเคยเชื่อว่า “ศิลปะ” คือการวาดภาพให้สวยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ มันคือการฝึกฝนอย่างหนัก การใช้วินัย ความอดทน และการพยายามอยู่กับเส้น สี และองค์ประกอบให้ดีที่สุด]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"><strong>ครั้งหนึ่ง…ผมเคยเชื่อว่า “ศิลปะ” คือการวาดภาพให้สวยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้</strong><strong> </strong><strong>มันคือการฝึกฝนอย่างหนัก การใช้วินัย ความอดทน และการพยายามอยู่กับเส้น สี และองค์ประกอบให้ดีที่สุด </strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">จนวันหนึ่งผมเริ่มค้นพบว่า สิ่งที่ตัวเองสนใจมาตลอด อาจไม่ใช่เพียงภาพที่มองเห็นด้วยสายตา</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่คือ <strong>“ความรู้สึก”</strong> ที่ซ่อนอยู่ภายในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความรู้สึกของผู้คน บ้านเก่า ถนนเงียบ ๆ ตลาดที่เคยคึกคัก หรือกำแพงที่ผ่านฤดูกาลมานับไม่ถ้วน<br>รวมถึงความเงียบธรรมดาในบางช่วงเวลาที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็น</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลายครั้งผมรู้สึกว่า เมืองเล็ก ๆ และเรื่องราวของผู้คนธรรมดา มักถูกโลกมองผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่มีคุณค่ามากพอจะถูกจดจำ โดยเฉพาะเมืองเล็กอย่างเมืองพิชัย ที่ผู้คนจำนวนมากอาจเพียงแค่ <strong>“ผ่าน”</strong> แต่ไม่เคยหยุดฟังว่า เมืองนี้กำลังพยายามเล่าอะไรอยู่</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่สำหรับผม…สิ่งธรรมดาเหล่านั้นกลับมีจิตวิญญาณบางอย่างซ่อนอยู่เสมอ และนั่นคือเหตุผลที่ผมเริ่มทำงาน <strong>Conceptual Art</strong> อีกครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผม <strong>“ศิลปะเชิงแนวคิด”</strong> ไม่ใช่งานที่ต้องตีความให้ยาก หรือเป็นเรื่องไกลตัว ตรงกันข้าม ผมมองว่าศิลปะคือ <strong>“บทสนทนา”</strong> ระหว่างมนุษย์กับชีวิต บางครั้งบทสนทนานั้นเกิดขึ้นผ่านสี บางครั้งเกิดขึ้นผ่านเสียงของชุมชน บางครั้งเกิดขึ้นผ่านพนังเก่า ๆ ที่ไม่มีใครสนใจอีกแล้ว โบราณสถานที่ดูไร้ค่าในสายตาของผู้คน หรือกำแพงดินโบราณหลายร้อยปีที่ดูเกะกะขวางทางการไถกลบพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรม</p>



<p class="wp-block-paragraph">และบ่อยครั้ง…มันเกิดขึ้นผ่านลมหายใจธรรมดาของผู้คนที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่งของโลก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในหลายช่วงของชีวิต ผมไม่เคยต้องการสร้างงานที่บอก “คำตอบ” ให้ผู้ชม เพราะบางที คำตอบที่แท้จริง อาจไม่มีใครรู้เลย นอกจากหัวใจของเขาเอง สิ่งที่ผมพยายามทำ มีเพียงการสร้าง <strong>“พื้นที่เล็ก ๆ”</strong><br>ให้ใครสักคนได้หยุดมอง หยุดฟัง หยุดรู้สึก และกลับมาตั้งคำถามกับชีวิตอีกครั้ง ในโลกศิลปะร่วมสมัย ที่ “ความคิด” มีน้ำหนักไม่แพ้รูปทรง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Conceptual Art</strong> จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ผมใช้ตั้งคำถามต่อสังคม เวลา ประวัติศาสตร์ และตัวตนของมนุษย์ มาตั้งแต่สมัยเรียนศิลปกรรมในช่วงปี 1992 ก่อนจะไปสร้างงานศิลปะประเภทอื่น และกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในปี 2017</p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับผม ศิลปะไม่ใช่เพียงภาพที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการมองเห็น แต่มันคือ <strong>“ประสบการณ์”</strong><br>ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับความทรงจำ พื้นที่ และความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายด้วยภาษาไม่ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">การเดินทางของผลงานผม จึงเหมือนการเดินทางอยู่ระหว่างเมืองเล็กกับโลกสากล ระหว่างรากเหง้าท้องถิ่นกับภาษาศิลปะร่วมสมัย ระหว่างความเงียบของชุมชน กับเสียงคำถามที่ดังก้องอยู่ภายในใจมนุษย์</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลายช่วงของชีวิต ผมเลือกกลับไปฟังเสียงของสายลม ฟังสายน้ำ ฟังผืนดิน ฟังเปลวไฟ รวมถึงฟังเรื่องเล่าของผู้คนธรรมดา แล้วค่อย ๆ แปลงสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นภาษาทางศิลปะที่เรียบง่าย สร้างบรรยากาศบางอย่างภายในผลงาน ราวกับพลังทางอารมณ์ที่ค่อย ๆ ซึมผ่านผู้ชมอย่างเงียบงัน เหมือนกับลมหายใจที่เราสูดเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัว</p>



<p class="wp-block-paragraph">บางทีอาจเป็นเพราะผมมีโอกาสใช้ชีวิตนานพอจะเห็นหลายสิ่งเปลี่ยนแปลง จากยุครุ่งเรืองสู่ความเสื่อมถอย จากพื้นที่สำคัญ กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกหลงลืม</p>



<p class="wp-block-paragraph">จนผมเริ่มอยากเปลี่ยน <strong>“พื้นที่ที่ถูกมองข้าม”</strong> ให้กลับมาเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความหมายอีกครั้งผ่านสี ผ่านเส้น ผ่านวัตถุ ผ่านเรื่องเล่า และผ่านการมีส่วนร่วมของผู้คนในชุมชน</p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวคิดเหล่านี้จึงค่อย ๆ ถูกกลั่นออกมาเป็นผลงานอย่าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;The Power of Red</p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;The Wall</p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;The Spirit of Ancient Phichai</p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;Everywhere Sawankalok</p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;และ Phichai Colorful 1, 2..</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งในต่างประเทศและในเมืองเล็ก ๆ ภายในประเทศไทย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สำหรับผมแล้ว ศิลปะไม่ใช่สิ่งไกลตัวเลย</strong><strong> </strong><strong>มันคือบทสนทนาระหว่างผมกับตัวเอง</strong> ระหว่างมนุษย์กับชีวิต ระหว่างจิตวิญญาณกับร่างกาย ในวันธรรมดาวันหนึ่งที่ผู้คนจำนวนมากกำลังหลงลืมการฟังเสียงภายในของตัวเอง ศิลปะจึงกลายเป็นวิธีที่ผมใช้ทำความเข้าใจตัวเอง ทำความเข้าใจผู้คน และค่อย ๆ ทำความเข้าใจโลกใบนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลงานทุกชุดที่ผมสร้างขึ้น ล้วนเริ่มต้นจากความรู้สึกเดียวกันเสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ว่าบางเรื่อง…ควรถูกจดจำ</p>



<p class="wp-block-paragraph">บางสถานที่…ควรถูกมองใหม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">และบางความรู้สึก…ก็ควรมีพื้นที่ให้หายใจ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผมเชื่อว่าเมืองเล็กก็มีเรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่ได้ ผู้คนธรรมดาก็มีคุณค่าในแบบของตัวเอง และศิลปะก็ยังสามารถพามนุษย์กลับมาเชื่อมโยงกันได้อีกครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph">บางที…นี่<strong>อาจเป็นเหตุผลที่ผมยังคงทำงานศิลปะต่อไป</strong> ไม่ใช่เพราะผมเก่งกว่าใคร และไม่ใช่เพราะผมต้องการสร้างคำตอบที่สมบูรณ์ให้โลกใบนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่อาจเป็นเพราะผมอยากเก็บรักษา <strong>“</strong><strong>บทสนทนาเล็ก ๆ ระหว่างมนุษย์กับความทรงจำ”</strong> เอาไว้ให้นานที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำของตัวเขาเอง หรือของใครอีกคนที่กำลังรู้สึกบางอย่างเหมือนกันอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของโลกใบนี้</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Kenny Keng : Cultural Storyteller Artist Digital Archive &#8211; วิวัฒนาการศิลปะ วัฒนธรรม และเรื่องเล่าจากเมืองพิชัย</title>
		<link>https://www.kenny-keng.com/kenny-keng-cultural-storyteller-phichai/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[KennyKeng]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 20:08:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[บริบทชีวิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kenny-keng.com/?p=24667</guid>

					<description><![CDATA[“บางคนสร้างงานศิลปะบนผืนผ้าใบ แต่ Kenny Keng เลือกสร้างงานศิลปะผ่านทั้งเมือง”]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"><b><em>“</em><em>บางคนสร้างงานศิลปะบนผืนผ้าใบ แต่ Kenny Keng เลือกสร้างงานศิลปะผ่านทั้งเมือง”</em></b></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ศิลปินผู้ใช้ “เมือง” เป็นผลงานศิลปะ</strong><br></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในโลกศิลปะร่วมสมัย มีศิลปินจำนวนไม่น้อยที่สร้างชื่อจากแกลเลอรี เมืองใหญ่ หรือเวทีระดับนานาชาติ แต่สำหรับ <strong>วิทยา ศรีม่วง</strong> หรือ <strong>Kenny Keng (</strong><strong>케니</strong><strong>)</strong> เส้นทางของเขากลับแตกต่างออกไป เขาเลือกเดินทางย้อนกลับสู่เมืองเล็ก ๆ อย่าง <strong>“พิชัย”</strong> จังหวัดอุตรดิตถ์ และใช้เวลาหลายสิบปี เปลี่ยนบ้านเกิดของบิดาให้กลายเป็นพื้นที่แห่งศิลปะ วัฒนธรรม และเรื่องเล่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">Kenny Keng ไม่ได้ทำงานเพียงในฐานะจิตรกร แต่ทำงานในฐานะ “นักเล่าเรื่องทางวัฒนธรรม” (Cultural Storyteller Artist) ที่ใช้ภาพวาด หนังสือ อาหาร ประวัติศาสตร์ การเดินทาง และผู้คน เป็นวัสดุของงานศิลปะ ผลงานของเขาจึงไม่ได้จบอยู่บนผืนผ้าใบ แต่ขยายออกไปสู่พื้นที่จริง ชุมชนจริง และชีวิตจริงของผู้คน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ศิลปินที่ซ่อนตัวในเมืองเล็ก</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วิทยา ศรีม่วง</strong> หรือ <strong>Kenny Keng (</strong><strong>케니</strong><strong>)</strong> คือชื่อที่คนรู้จักกันในสองโลก &#8211; โลกของศิลปะร่วมสมัยที่ทอดสายตาจากเชียงใหม่ถึงโซล และโลกเล็ก ๆ ของเมืองพิชัย อำเภอเล็กริมน้ำน่านในจังหวัดอุตรดิตถ์ที่เขาเรียกว่าบ้าน</p>



<p class="wp-block-paragraph">สื่อออนไลน์ชั้นนำ <strong>The People</strong> บรรยายไว้ว่า เขาคือ <em>&#8220;</em><em>ศิลปินบ้านนอกคนหนึ่งที่ใช้บ้านหลังเล็ก ๆ ในเมืองพิชัยเป็นที่กบดานทำงานที่เขารัก ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเอง และยังคงทำหน้าที่ของตัวเองต่อไปเพื่อผืนแผ่นดิน</em><em>ที่บิดา</em><em>เกิด&#8221;</em>  นั่นคือ Kenny Keng ทั้งหมดในประโยคเดียว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี ค.ศ. 2024 เขาได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจาก <strong>สำนักงานศิลป</strong><strong>ะ</strong><strong>วัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม (</strong><strong>OCAC)</strong> ในฐานะศิลปินร่วมสมัยสาขาทัศนศิลป์และวรรณศิลป์ เป็นการปิดผนึกอย่างเป็นทางการต่อเส้นทางชีวิตที่เดินมาด้วยความเชื่อมาตลอด</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยุคที่ 1 เมล็ดพันธุ์แห่งศิลปะ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เรียนด้วยใจรัก ก่อน ค.ศ. 1992</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">Kenny Keng (วิทยา ศรีม่วง) เลือกเรียนศิลปะในทุกที่ที่มีวิชาศิลปะไม่ว่าจะเป็นเรียนกับบุคคล หรือ สถาบัน เพราะรัก ไม่ใช่เพราะโอกาส เขาสำเร็จการศึกษาจาก <strong>คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงใหม่ ปี ค.ศ. </strong><strong>1992</strong> และในปีเดียวกันก็เริ่มแสดงผลงานครั้งแรกในจังหวัดเชียงใหม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในสมัยเรียนปีแรกเขาสร้างผลงานจักรวาล ดวงดาว อวกาศ ผสานกับงาน Conceptual Art (ศิลปะเชิงแนวคิด), Impressionism Landscape (จิตรกรรมภูมิทัศน์แนวอิมเพรสชันนิสม์) เป็นบางช่วง กระทั่งช่วงก่อนจบ เขาก็เริ่มวาด Landscape (จิตรกรรมภูมิทัศน์) แบบที่แปรงหนา ๆ ทั้งภูเขา ต้นไม้ ดอกไม้ แสงเงา ผู้คน เสมือนเป็นการตามหาตัวตนและทดลองฝึกทักษะฝีมือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความเชี่ยวชาญที่เขาสะสมในช่วงนี้ ได้แก่ ภาพ Sketch แสงเงา ผงคาร์บอนขาวดำ สีน้ำมัน ภาพเหมือนจริง และเทคนิคจิตรกรรมสากล ทักษะที่จะกลายเป็นรากฐานของทุกสิ่งที่ตามมาในชีวิตในเวลาต่อมา</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยุคที่ 2  พู่กันบนแหล่งท่องเที่ยวย่านสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ไนท์บาซาร์ เชียงใหม่ ค.ศ. 1993–1996</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ทันทีที่เรียนจบ เขาเลือกทดสอบตัวเองในสนามจริง ขอเข้าวาดภาพกับ <strong>Gallery</strong> ที่ <strong>ไนท์</strong><strong>บาซา</strong><strong>ร์</strong><strong>เชียงใหม่</strong> รับวาดภาพเหมือนบุคคลให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ควบคู่ไปกับการศึกษางานจิตรกรรมคลาสสิกอย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็สร้างงานภาพเลียนแบบเหมือนผลงานของ <strong>อย่างศิลปินดังของโลก</strong><strong>อย่างเช่น</strong><strong> </strong><strong>เรมบราน</strong><strong>ต์</strong><strong> แวนโก</strong><strong>๊ะ</strong><strong> โม</strong><strong>เนต</strong><strong>์</strong><strong> และอีกหลายผลงาน</strong> ส่งให้กับแกลเลอรีในฝรั่งเศส</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งช่วงนี้เปรียบเสมือน การฝึกปรือฝีมือที่เข้มข้น มือและหัวใจทำงานพร้อมกันตอนนั้นเขาคิดว่า “ศิลปะคือภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารความรู้สึกที่ลึกที่สุด” แต่ในที่สุดความอิ่มตัวก็มาเยือน เมื่อเขาพบว่าระหว่าง “วาดในสิ่งที่ตลาดต้องการ” กับ “วาดในสิ่งที่หัวใจต้องการ” นั้น เป็นคนละโลกกัน ช่วงเวลานี้ทำให้เขาเข้าใจ “โลกของตลาดศิลปะ” เป็นครั้งแรก</p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้จะเป็นช่วงที่พัฒนาทักษะได้รวดเร็ว แต่เขากลับเริ่มรู้สึกว่าการวาดภาพตามความต้องการของตลาดเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของชีวิตศิลปิน Kenny จึงเริ่มมองหาหนทางใหม่ที่ศิลปะจะสามารถเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ผู้คน และความหมายได้มากกว่าเดิม เขาเริ่มตั้งคำถามว่า</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ศิลปะที่แท้จริงควรเป็นเพียงงานเพื่อขายให้กับคนชอบ นักสะสมที่เป็นกลุ่มเฉพาะ หรือควรสะท้อนชีวิตและตัวตนของผู้สร้างด้วย”</p>



<p class="wp-block-paragraph">คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางทั้งหมดในเวลาต่อมา</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยุคที่ 3  ศิลปะในโลกธุรกิจ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เฟอร์นิเจอร์ องค์กร และการลงทุน ค.ศ. 1997–2006</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">Kenny ถอยจากแกลเลอรีกลับบ้านที่พิชัย เพื่อดูแลกิจการต่อจากครอบครัว กระทั่งขยายโรงงานเฟอร์นิเจอร์ท้องถิ่นสู่โรงงานแบบแฮนด์เมดและตกแต่งภายใน กระทั่งได้สร้างสินค้าส่งออกสินค้าไปญี่ปุ่นและอังกฤษ ภายใต้บริษัท <strong>Art Social Co., Ltd.</strong> ที่เขาบริหารเองตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001</p>



<p class="wp-block-paragraph">แม้จะดูห่างจากผืนผ้าใบ แต่ศิลปะยังอยู่ในทุกเส้นสายของงานออกแบบ และในปี ค.ศ. 2003 -2004 เขาได้รับตำแหน่ง <strong>นายกสโมสร</strong><strong>โร</strong><strong>ตารีพิชัย (</strong><strong>PHF.)</strong> สร้างผลงานบริหารระดับภาค แต่ก็ยังไม่ลืมที่จะนำงานร่วมจัดแสดงในนิทรรศการกับอาจารย์ที่เขาเคารพรัก รวมถึงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดงาน นิทรรศการศิลปะเสมอ ระหว่างนั้นก็ได้รับ <strong>OTOP Uttaradit Logo Award 2004</strong> ซึ่งสาเหตุที่เขาลงส่งประกวด คงเพราะเขาอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ในจังหวัดโดยเริ่มตั้งแต่สัญลักษณ์</p>



<p class="wp-block-paragraph">ช่วงนี้ยังทำงานเกี่ยวกับวิจัยพลังงานทดแทนที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานทดแทน และร่วมงานกับบริษัทร่วมทุนต่างประเทศในกรุงเทพฯ ก้าวสู่โลกธุรกิจการเงินที่สากลกว้างขึ้น แต่นั่นก็ยิ่งทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ประสบการณ์จากโลกธุรกิจและการลงทุน ทำให้ Kenny เข้าใจว่า “ศิลปะไม่ควรถูกแยกออกจากชีวิตประจำวัน” ซึ่งในเวลาต่อมาแนวคิดนี้ก็กลายเป็นหัวใจสำคัญของ Kenny’s House</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยุคที่ 4  ค้นหาคำตอบผ่านการเดินทาง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Alpha Fo Blog &amp; Thailand Blog Award ค.ศ. 2007–2010</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เหตุการณ์ทางการเมืองในไทยเป็นจุดเปลี่ยน Kenny ยุติงานการเป็นที่ปรึกษาโครงการใหญ่ในกรุงเทพฯและเขาใหญ่ แล้วสะพายเป้ออกเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ ในไทยและภูมิภาคอาเซียน บันทึกทุกประสบการณ์ผ่านภาพวาด ปากกา และกาแฟ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เขาเปิด <strong>Blog &#8220;Alpha Fo&#8221;</strong> ที่ <a href="https://alphafo.bloggang.com" target="_blank" rel="noopener">alphafo.bloggang.com</a>  ซึ่งตั้งใจให้เป็นพื้นที่เล่าเรื่องศิลปะ การเรียนรู้จักพื้นฐานการวาดภาพ พื้นฐานการใช้สีต่าง  ๆ การวาดภาพเหมือน การเดินทาง และการค้นหาความหมายของชีวิต โดยเพียงคิดว่าเขาพร้อมจะถ่ายทอดทักษะที่เขามีในขณะที่ยังหายใจ เปรียบเหมือนการฝากทักษะในโลกอินเตอร์เนต โดยใคร ๆ ก็สามารถหยิบไปใช้หรือสร้างแรงบันดาลใจก็ได้ และเริ่มใช้ Social media ชื่อ <strong>Keng On Art</strong> ในยุค Hi5 และพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึง Blog ยุคที่สอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี ค.ศ. 2010 Alpha Fo Blog <strong>คว้ารางวัล </strong><strong>Thailand Blog Award 2010 </strong><strong>สาขาการศึกษา</strong> จาก Pantip และ Google ซึ่งเป็นการยืนยันว่าเสียงจากศิลปินบ้านนอกสามารถสร้างแรงกระเพื่อมในโลกดิจิทัลได้ ซึ่งในช่วงเดียวกัน เขาเริ่มสอนศิลปะเด็กและ <strong>ศิลปะบำบัด (</strong><strong>Art Therapy)</strong> ทุกเสาร์-อาทิตย์ และช่วงซัมเมอร์ ที่โรงเรียนกวดวิชาชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดพิษณุโลก ต่อเนื่องยาวนานจนถึงปี ค.ศ. 2016 สร้างรากฐานความเชื่อที่ว่า “ศิลปะรักษาจิตใจได้” ช่วงเวลานี้ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสำคัญ จาก <strong>“จิตรกร”</strong> ไปสู่ <strong>“นักเล่าเรื่องทางวัฒนธรรม</strong>” ซึ่งถือเป็นอีกศาสตร์ทางศิลปะ Cultural Storytelling Art (ศิลปะเล่าเรื่องทางวัฒนธรรม)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยุคที่ 5  กลับบ้านสู่รากเหง้า</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและ Bestseller ค.ศ. 2009–2016</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">คำถามที่ค้างอยู่ในใจมาตลอด : <em><strong>“</strong></em><em><strong>ทำไมบรรพบุรุษถึงเลือกลงจากเรือแล้วมาอาศัยที่เมืองพิชัย</strong></em><em><strong>? </strong></em><em><strong>ที่นี่สำคัญอย่างไร</strong></em><em><strong>? </strong></em><em><strong>และทำไมพิชัยมีหลายยุคแต่ไม่มีใครสนใจ</strong></em><em><strong>?</strong></em><em><strong>”</strong></em></p>



<p class="wp-block-paragraph">คำถามนี้นำไปสู่การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมืองพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์อย่างจริงจัง เขาเดินสำรวจพื้นที่จริง สัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ค้นเอกสารเก่า ศึกษากำแพงเมือง วัดเก่า ชุมชนเก่า เส้นทางการค้า และร่องรอยทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางอาหารที่เขาได้เห็นชาติพันธุ์ผ่านอาหารการกิน ต่อมาเขาจึงรวบรวมข้อมูลทั้งหมดออกมาเป็นหนังสือ <strong>“</strong><strong>พิชัย เมืองเล็กแต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ”</strong> โดยใช้นามปากกาว่า <strong>วิทยา ชี</strong> หนังสือที่กลายเป็น Bestseller ในจังหวัดอุตรดิตถ์ ปี ค.ศ. 2011 โดยหนังสือเล่มนี้กลายเป็นหนึ่งในงานเขียนสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์และช่วยทำให้ผู้คนเริ่มมองพิชัยในมิติใหม่</p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกทั้งยังมีผลงาน <strong>Creative Director &amp; Artist </strong><strong>ของนิตยสาร </strong><strong>HEY MAN</strong> ทั้งภาพวาดประกอบให้กับ คุณสันติ เศวตวิมล คุณเริงศักดิ์ กำธร และหนังสือ <strong>&#8220;India Sepia Coffee&#8221;</strong> บันทึกการเดินทางอินเดียเข้าดารัมซาราเพื่อตามหาดาไลลามะผ่านภาพที่วาดด้วยกาแฟ ก็ออกตามมาในปีเดียวกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี ค.ศ. 2014 ผลงานการเขียนของเขาคว้า <strong>รางวัลจากมูลนิธิอมตะ</strong> และในช่วงเดียวกัน Kenny ยังทำงานด้าน Art Therapy และเริ่มเป็นวิทยากรเกี่ยวกับศิลปะและชุมชนอย่างต่อเนื่อง เขาเริ่มเป็นวิทยากรให้กับโรงเรียนในอำเภอพิชัยทั้งประถมและมัธยม ตลอดถึงหน่วยงานต่าง ๆ ในอำเภอพิชัย และองค์กรต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยุคที่ 6  ก้าวสู่เวทีโลก</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>โซล เกาหลี และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ค.ศ. 2017–2019</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี ค.ศ. 2017 คือปีที่เปลี่ยนชีวิต Kenny Keng นำผลงานไปแสดงที่ <strong>Nook Gallery </strong><strong>กรุงโซล เกาหลีใต้</strong> ร่วมกับ <strong>Kim Ta</strong><strong>e-</strong><strong>heon</strong><strong> (</strong><strong>김태헌</strong><strong>)</strong> ศิลปินชั้นนำจากเกาหลี ในนิทรรศการ <strong>“</strong><strong>The New World</strong><strong>”</strong> ช่วงวันที่ 20 ตุลาคม ถึง 17 พฤศจิกายน 2017 ที่ 86 Bukchon-ro Sna-gil, Jongno-gu, Seoul ย่านเก่าขึ้นชื่อซึ่งเป็นการพาเรื่องราวจากเมืองเล็กจากลุ่มแม่น้ำน่านออกสู่ย่านวัฒนธรรมสุดคลาสสิกใจกลางกรุงโซล</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในยุคนี้ผลงานและนิทรรศการระดับนานาชาติของ Kenny Keng ในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ได้รับการเผยแพร่ผ่านทั้งสื่อกระแสหลักและสื่อศิลปะร่วมสมัยของเกาหลี อาทิ Yonhap News Agency สำนักข่าวแห่งชาติของเกาหลีใต้, หนังสือพิมพ์ JoongAng Ilbo, Sports Seoul, NewsPost Korea รวมถึง Neolook Art Archive ซึ่งเป็นฐานข้อมูลศิลปะร่วมสมัยของเกาหลี</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยเฉพาะนิทรรศการ <strong>“</strong><strong>The New World”</strong> ที่จัดขึ้น ณ Nook Gallery กรุงโซล ในปี 2017 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Kenny Keng ในการสร้างบทสนทนาทางศิลปะระหว่างไทยและเกาหลี ผ่านมุมมองศิลปะร่วมสมัย วัฒนธรรมการเดินทาง และประสบการณ์ชีวิตของผู้คนในเอเชีย</p>



<p class="wp-block-paragraph">นิทรรศการดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนตัวตนทางศิลปะของ Kenny Keng เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมระหว่างศิลปินสองประเทศ จนทำให้ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักในเครือข่ายศิลปะร่วมสมัยของเอเชีย และกลายเป็นหนึ่งในศิลปินไทยที่มีบทบาทด้านการแลกเปลี่ยนศิลปะระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง โดยมีสื่อหลักและสื่อรองในประเทศเกาหลีกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สื่อ</strong><strong>เกาหลีที่กล่าวถึง</strong><strong> Kenny Keng (</strong>케니 <strong>Witthaya Srimuang)</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. Yonhap News Agency (</strong><strong>연합뉴스</strong><strong>)</strong><strong> </strong>สำนักข่าวแห่งชาติของเกาหลีใต้ เทียบได้กับ “สำนักข่าวไทย” หรือ Associated Press (AP) ของสหรัฐฯ ซึ่งมีระดับความน่าเชื่อถือ สูงมาก เป็นแหล่งข่าวหลักของประเทศเกาหลีใต้ โดยมีสื่อเกาหลีจำนวนมากนำข่าวจาก Yonhap ไปเผยแพร่ต่อ โดยมีการเผยแพร่ข่าวเกี่ยวกับนิทรรศการ : “김태헌·케니 2인전·이길동 화백 &#8216;붓길 2017&#8217;” กล่าวถึงนิทรรศการ “The New World” และศิลปิน Kenny (케니) ร่วมกับ Kim Taeheon ในปี 2017</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. JoongAng Ilbo (</strong><strong>중앙일보</strong><strong>)</strong><strong> </strong>หนังสือพิมพ์ระดับประเทศของเกาหลีใต้ หนึ่งในสื่อหลักที่ทรงอิทธิพลของเกาหลี จัดว่าเป็น national newspaper มีเครือข่ายสื่อระดับประเทศ กล่าวถึงการพบกันของ <strong>Kenny Keng</strong> และ <strong>Kim Taeheon</strong> การเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเชื่อมโยงทางศิลปะและมิตรภาพ โดยบอกไว้ว่า  “길에서 만난 우정이 세상을 보는 둥근 틀로” หรือ “มิตรภาพที่พบระหว่างทาง กลายเป็นกรอบมุมมองใหม่ของโลก” ซึ่งก็เป็นแนวคิดของนิทรรศการ The New World  ซึ่งสร้างภาพลักษณ์ Kenny Keng ในฐานะ Traveling Artist หรือ Asian Contemporary Artist โดยเหมือนกับว่า Kenny Keng คือ <strong>Cross-cultural storyteller</strong><strong> </strong>(นักเล่าเรื่องข้ามวัฒนธรรม)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. </strong><strong>NewsPost</strong><strong> Korea</strong> Online News Media เป็นสื่อวัฒนธรรม / ศิลปะ / ไลฟ์สไตล์ เป็นสื่อออนไลน์ที่เผยแพร่ข่าววัฒนธรรมและศิลปะร่วมสมัย ซึ่งจะกล่าวถึง Kenny Keng ในผลงาน 333 coffee time โลกในผลงานของ Kenny จากการสร้างจักรวาลผ่านงานศิลปะ ตลอดถึงชีวิตและการเดินทางในไทย  <strong>“</strong><strong>김태헌</strong><strong> </strong><strong>Kenny</strong><strong>의</strong><strong> </strong><strong>그림</strong><strong> </strong><strong>속</strong><strong> </strong><strong>세상보기</strong><strong> </strong><strong>The New World”</strong> ซึ่งเป็นบทความที่พูดถึง “ตัวงานศิลปะ” มากกว่าข่าวทั่วไป โดยกล่าวถึงวิธีคิด เทคนิค โลกภายในของศิลปิน Artistic Concept (แนวคิดทางศิลปะ)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4. </strong><strong>Neolook</strong><strong> </strong>สื่อนี้ในเกาหลีจะเป็น<strong> </strong>Contemporary Art Platform หรือเป็น<strong> </strong>Korean Art Archive Website ระดับความน่าเชื่อถือสูงในวงการ Contemporary Art เป็นฐานข้อมูลนิทรรศการและศิลปินร่วมสมัยของเกาหลี</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5. Sports Seoul (</strong><strong>스포츠서울</strong><strong>)</strong><strong> </strong>หนังสือพิมพ์และสื่อออนไลน์ระดับประเทศ โดยครอบคลุมทั้งข่าวกีฬา วัฒนธรรม บันเทิง ไลฟ์สไตล์ ถือเป็นสื่อกระแสหลักของเกาหลี มีฐานผู้ชมกลุ่มใหญ่ที่กล่าวถึง Kenny Keng ซึ่งไม่ได้ปรากฎอยู่เฉพาะวงการ Gallery Art เหมือนกับการช่วยขยายฐานการรับรู้เพิ่มมากขึ้นจาก “ศิลปินเฉพาะกลุ่ม” ไปสู่ “ศิลปินที่ได้รับการรับรู้ในสื่อสาธารณะ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>6. Nook Gallery – Seoul</strong><strong> </strong>Independent Contemporary Gallery ถือว่าเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะซึ่งมีระดับความน่าเชื่อถือระดับสูง ในการจัดแสดงศิลปะร่วมสมัย หรือผลงานศิลปะอิสระ ตั้งอยู่ในย่านศิลปะสำคัญของกรุงโซล ซึ่งเป็นสถานที่จัดนิทรรศการ “The New World” ของ Kenny Keng โดยสถานที่แห่งนี้มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยมีภัณฑารักษ์บริหารจัดการ สร้างมุมมองแนวคิดขยายต่อจากศิลปิน ควบคุมและดำเนินการในการจัดนิทรรศการทั้งหมด ตลอดจนให้คำบรรยายแก่ผู้เข้าชม</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งหลังจากเสร็จนิทรรศการ The New World (Seoul, 2017) ในปีต่อมาก็มี Korean Exhibition Coverage Thai &#8211; Korean Contemporary, Dialogue Nook Gallery Seoul,  The Order of Time Exchange Exhibition 2019</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปีเดียวกันนี้ Kenny Keng ยังเป็นวิทยากรร่วมในหลายเวทีสำคัญ ทั้งการเสวนา <strong>“</strong><strong>กำแพงเมือง คูเมือง กับการพัฒนาท้องถิ่น</strong><strong>”</strong> ร่วมกับกรมธนารักษ์ และการเสวนาประวัติศาสตร์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชร่วมกับอดีตแม่ทัพภาค 3 และนักประวัติศาสตร์ระดับชาติ</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยในช่วงปี ค.ศ. 2018 ผลงานแสดงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในไทย โดย Kenny Keng เลือกที่จะนำชื่อเสียงที่ได้มานี้กลับมาจัดนิทรรศการในพื้นที่เล็ก ๆ อย่างเมืองพิชัยเป็นงาน Conceptual Art (ศิลปะเชิงแนวคิด) โดยใช้ชื่อว่า <strong>&#8220;The spirit of ancient Phichai&#8221;</strong> และแสดงที่ Phichai Gallery, อุตรดิตถ์ <strong>&#8220;Inspiration </strong><strong>Sawankhalok</strong><strong>&#8220;</strong> ที่ Rongna Baanrai Gallery, สุโขทัย รวมถึงการสร้างผลงานในย่านชุมชนเก่าพิษณุโลกผ่านงานศิลปะของเขา และได้จัดนิทรรศการเดี่ยวชื่อ <strong>&#8220;Embody&#8221;</strong> Solo Exhibition ครั้งที่ 2, Mae Ra Wing Gallery, สุโขทัย และ <strong>&#8220;Behind the embody&#8221;</strong>  Solo Exhibition 2.5, Phichai Gallery</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยในปี ค.ศ. 2019 เขาพาศิลปินชาวเกาหลีมายังพิชัยและสวรรคโลก เพื่อร่วมแสดงงานในนิทรรศการ <strong>&#8220;The Order of Time&#8221;</strong> ณ Mae Ra Wing Gallery, สวรรคโลก สุโขทัย เป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-เกาหลีที่หยั่งรากจากเมืองเล็กในภาคเหนือตอนล่าง กระทั่งได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรร่วมกับกลุ่มศิลปินเกาหลี ที่มีทั้ง Kim Tae-heon, Jung Jungyeob และคณะ รวมถึงคิวเรเตอร์ชื่อดังในเกาหลีอย่าง Byounghak Ryu ให้กับนักศึกษาสาขาสหศาตร์ศิลป์ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยุคที่ 7  อาหารคือสะพานสู่ศิลปะ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หมูตุ๋นยาจีนครูเก่ง &amp; Kenny&#8217;s House ค.ศ. 2017–2023</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><em>“</em><em>อาหารจะเป็นสะพานที่พาผู้คนข้ามฝั่งมาให้รู้จักกับงานศิลปะ</em><em>”</em><strong> </strong><strong> </strong>Kenny Keng</p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวคิดนี้กลายเป็นจริงเมื่อ Kenny เปิด <strong>ร้านหมูตุ๋นยาจีนครูเก่ง</strong> ในพิชัย โดยนำสูตรหมูตุ๋นจากอาโกมาปรุงเอง และนำเส้นสดที่ฝึกทำระหว่างพำนักในเกาหลีมาใช้ ผสมผสานกับบรรยากาศ <strong>Art Gallery</strong> ในพื้นที่เดียวกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เพียงร้านอาหาร ไม่ใช่เพียงแกลเลอรี และไม่ใช่เพียงโฮสเทล แต่มันคือ “พื้นที่ประสบการณ์ทางวัฒนธรรม” ผู้คนสามารถนั่งกินหมูตุ๋น ดูงานศิลปะ อ่านหนังสือ พูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์ ฟังเรื่องเล่าของเมืองพิชัย หรือพบปะนักเดินทางจากต่างประเทศได้ในพื้นที่เดียวกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">Kenny เชื่อว่า “อาหารคือสะพานที่ทำให้ผู้คนเปิดใจเข้าหาศิลปะ” แนวคิดนี้ทำให้ Kenny’s House กลายเป็นพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเริ่มถูกพูดถึงในหมู่นักเดินทาง ศิลปิน และผู้สนใจวัฒนธรรม</p>



<p class="wp-block-paragraph">กระทั่งในช่วงปี 2020 – 2022 เมื่อโลกเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อผู้คนและวิถีชีวิตไปทั่วโลก Kenny Keng ก็ต้องปรับตัวไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนั้น จากร้าน “หมูตุ๋นยาจีนครูเก่ง” ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านสู่พื้นที่ที่ชื่อ ‘Kenny’s House’ อย่างเต็มตัว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วงเวลาที่หลายอย่างเงียบลง เขาต้องตื่นมาทำอาหารเช้าด้วยตัวเองทุกเช้าเพียงลำพัง ท่ามกลางบรรยากาศของเมืองเล็กที่ผู้คนเริ่มห่างกันมากขึ้น แต่แทนที่จะปล่อยให้ช่วงเวลานั้นผ่านไปอย่างว่างเปล่า เขากลับนำความเงียบ ความโดดเดี่ยว และกิจวัตรธรรมดาเหล่านั้น มาสร้างเป็นผลงานศิลปะร่วมสมัยในรูปแบบ NFT (Non-Fungible Token) เกิดเป็นผลงานชุดอย่าง Hi-Wilson, Embody และ Coffee Paint ที่บันทึกความรู้สึก ความเปลี่ยนแปลง และชีวิตประจำวันในช่วงเวลาของโลกที่หยุดนิ่งเอาไว้ ผ่านสายตาของศิลปินคนหนึ่งซึ่งยังคงใช้ศิลปะเป็นวิธีสนทนากับชีวิต แม้ในวันที่โลกทั้งใบกำลังสับสนก็ตาม</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Kenny&#8217;s House</strong> ตามที่เพื่อน ๆ เรียก ไม่ได้เป็นเพียงร้านอาหาร แต่คือระบบนิเวศวัฒนธรรมเล็ก ๆ ที่ประกอบด้วยงานศิลปะ ที่พัก อาหาร ประวัติศาสตร์ และชุมชน โดยเริ่มจากการให้ที่พักกับ <strong>Kim Tae-</strong><strong>heon</strong><strong> </strong><strong>และ </strong><strong>Jung Jungyeob</strong> ศิลปินชื่อดังจากเกาหลี ก่อนขยายสู่นักเดินทางจากอังกฤษ และเปิดกว้างสำหรับทุกคนที่ต้องการสัมผัสพิชัยแบบเชิงลึก ซึ่ง <em>&#8220;</em><em>ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติมาเยือน </em><em>Kenny&#8217;s house </em><em>มากมาย ส่งผลต่อความคิดทำให้ผู้คนในท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น</em><em>หน่วยงานราชการ นักเรียน ครูอาจารย์ ตลอดจนพ่อค้าแม่ค้า หรือชาวบ้านทั่วไป เริ่มหันมาเห็นความสำคัญในท้องถิ่นของตัวเอง&#8221;</em></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>สื่อไทยและหน่วยงานทางวัฒนธรรมที่กล่าวถึง Kenny Keng</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. </strong><strong>คมชัดลึก (</strong><strong>Kom Chad Luek)</strong><strong> </strong>หนังสือพิมพ์และสื่อข่าวระดับประเทศ หนึ่งในสื่อกระแสหลักของไทย นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับ ศิลปะ เมืองพิชัย มรดกวัฒนธรรม การอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้สะท้อนบทบาท Kenny Keng ในฐานะศิลปินที่ทำงานเชื่อมโยงกับชุมชนและประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ซึ่งทำให้ Kenny Keng มีภาพของ “ศิลปินร่วมสมัยที่ทำงานร่วมกับชุมชนและความทรงจำของผู้คน”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. </strong><strong>ช่อง </strong><strong>8 (Thai Ch8)</strong><strong> </strong>โทรทัศน์ดิจิทัลระดับประเทศ ข่าวและสารคดีเชิงสังคม กล่าวถึง Kenny Keng การค้นพบพื้นที่เก่า ศิลปะในสมัยสุโขทัย การอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม มิติทางประวัติศาสตร์ของเมืองพิชัย ซึ่งตรงจุดนี้ทำให้ Kenny Keng เป็นศิลปินนักเล่าเรื่องเมืองพิชัย ผู้ทำงานด้านศิลปะและประวัติศาสตร์ร่วมสมัย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3.</strong><strong> ช่อง 7</strong><strong> (</strong><strong>Thairath</strong><strong> 32) </strong><strong>รายการตะลอนข่าวเช</strong><strong>้</strong><strong>านี้ </strong>เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องราวกิจกรรมประเทศไทย ถ้ามองในมุม “วิวัฒนาการ Kenny Keng” ภาพนี้สำคัญมาก เพราะมันสะท้อนช่วงที่ศิลปะไม่ได้อยู่แค่ในแกลเลอรี แต่เริ่ม “ออกไปอยู่ในพื้นที่จริง” กับผู้คนในเมืองพิชัย ในนิทรรศการ <strong>“</strong><strong>The spirit of ancient Phichai</strong><strong>” </strong>เหมือนกับการสร้างคำถามของเขาว่าจะใช้<strong> </strong><em>“</em><em>ศิลปะจะปลุกความรู้สึกของเมืองได้ไหม”</em><em> </em></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3. </strong><strong>สำนักงานศิลป</strong><strong>ะ</strong><strong>วัฒนธรรมร่วมสมัย (</strong><strong>OCAC)</strong><strong> </strong>ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐ <strong> </strong>สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นองค์กรหลักด้านศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทย ได้กล่าวถึง Kenny Keng และมีข้อมูลศิลปินอย่างเป็นทางการ บันทึกประวัติและผลงานในฐานข้อมูลของรัฐ ซึ่งจัดได้ว่าเป็น “Institutional Recognition” ซึ่งสำคัญมากในโลกศิลปะ โดยภายใน <strong>ข่าว/กิจกรรมจาก </strong><strong>OCAC</strong> ได้แสดงการเชื่อมโยงกับเครือข่ายศิลปะวัฒนธรรมระดับประเทศ เพิ่มความน่าเชื่อถือในฐานะศิลปินไทยร่วมสมัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ช่วงนี้ยังคงสร้างผลงานอย่างต่อเนื่อง ทั้ง <strong>&#8220;You are my sunshine&#8221;</strong> (2020), <strong>&#8220;</strong><strong>ธรรมดา (</strong><strong>The Simply)&#8221;</strong> (2022), <strong>&#8220;ONENESS </strong><strong>สู่จุดหมายเดียวกัน&#8221;</strong> (2022) และนิทรรศการเดี่ยวที่ <strong>หอวัฒนธรรมจังหวัดอุตรดิตถ์</strong> (2023)</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยุคที่ </strong><strong>8  </strong><strong>เมืองพิชัยในฐานะงานศิลปะขนาดใหญ่</strong><strong> </strong><strong>Digital Archive </strong><strong>และ </strong><strong>Soft Power </strong><strong>แห่งพิชัย</strong><strong>, </strong><strong>OCAC, </strong><strong>มหาวิทยาลัย และ </strong><strong>Phichai Colorful </strong><strong>ค.ศ. </strong><strong>2023–</strong><strong>ปัจจุบัน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี ค.ศ. 2024 เป็นปีแห่งการรับรองและยืนยัน Kenny Keng ได้รับสถานะ <strong>ศิลปินร่วมสมัยที่รับรองโดย </strong><strong>OCAC</strong> สาขาทัศนศิลป์และวรรณศิลป์ และได้รับเชิญเป็นวิทยากร <strong>&#8220;</strong><strong>องค์ความรู้ใหม่เมืองพิชัย&#8221;</strong> ให้กับภาควิชาประวัติศาสตร์ <strong>มหาวิทยาลัยนเรศวร</strong> จังหวัดพิษณุโลก เป็นการเดินทางครบวงจรจากศิลปินที่ตั้งคำถามเรื่องบ้านเกิด มาสู่ผู้เชี่ยวชาญที่ถูกเชิญให้ถ่ายทอดความรู้เรื่องบ้านเกิดให้แก่นักศึกษามหาวิทยาลัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วงหลัง Kenny Keng เริ่มทำงานในลักษณะ “Cultural Archive” อย่างชัดเจน เขารวบรวมข้อมูล ภาพถ่าย บันทึก หนังสือ วิดีโอ และเรื่องเล่าต่าง ๆ ผ่านเว็บไซต์และแพลตฟอร์มออนไลน์ ในช่อง Youtube : เก่งกินเก่งเที่ยว ซึ่งสิ่งนี้ทำหน้าที่คล้าย “พิพิธภัณฑ์ดิจิทัลของเมืองพิชัย”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ปี ค.ศ. 2024 เขาได้รับการรับรองจาก Office of Contemporary Art and Culture ในฐานะศิลปินร่วมสมัยสาขาทัศนศิลป์และวรรณศิลป์ พร้อมได้รับเชิญเป็นวิทยากรด้านประวัติศาสตร์และ Soft Power ในหลายเวที รวมถึงมีบทบาทในกิจกรรม “Phichai Colorful” ซึ่งเป็นการใช้ศิลปะสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับเมืองพิชัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในมุมหนึ่ง สิ่งที่ Kenny Keng ทำอาจไม่ใช่เพียงงานศิลปะ แต่คือการสร้าง “ความรู้สึกใหม่” ให้ผู้คนมองเมืองพิชัย เมืองเล็กของไทย</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยในช่วงวันที่ 25 ธ.ค.2024 เขาได้เริ่มรวบรวมกลุ่มศิลปินทางภาคเหนือตอนล่าง อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก มาสร้างผลงานวาดภาพเมืองพิชัยและจัดแสดงร่วมกัน โดยใช้ชื่องานว่า “สีสันเมืองพิชัย &#8211; Phichai colorful” และจากนั้น ก็เกิดการรวมกลุ่ม Uttaradit Sketchers ออกวาดภาพ จังหวัดอุตรดิตถ์และ Sketch Phichai ร่วมกับกลุ่ม Bangkok Sketchers และแสดงผลงานร่วมกัน ผ่านงาน Hi-สีสันอุตรดิตถ์ ที่จวนผู้ว่าราชการเก่า จังหวัดอุตรดิตถ์</p>



<p class="wp-block-paragraph">โปรเจกต์สำคัญในยุคนี้ <strong>“</strong><strong>Phichai Colorful 2 </strong><strong>&#8211;</strong><strong> </strong><strong>สีสันเมืองพิชัย </strong><strong>2</strong><strong>”</strong> รวบรวมศิลปินจากอุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย กรุงเทพฯ และนักศึกษาศิลปกรรมราชภัฏอุตรดิตถ์ มาร่วมวาดภาพ <strong>Live Painting Performance</strong> บนถนนคนเดินเมืองพิไชย ร่วมกับทีมวิจัยทุนวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในงานเดียวกัน มีการเปิดตัวหนังสือ <strong>“</strong><strong>เสียงจากหัวใจ กำลังใจให้ตัวเอง</strong><strong>”</strong> ที่เขาวาดภาพประกอบ 333 coffee paint รวมถึง ALL ART BOOK Publisher สำนักพิมพ์ท้องถิ่นที่เขาก่อตั้งขึ้นเพื่อรักษาเรื่องราวของพิชัยไว้</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี ค.ศ. 2026 เขายังคงใช้ศิลปะในการสร้างสรรค์งานต่อไป โดยเป็นแกนหลักในส่วนของงานวิจัย <strong>“</strong>ย่านเมืองพิไชย” ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งโดยรวมแล้ว ในประเทศไทย ผลงานและแนวคิดของ Kenny Keng ได้รับการกล่าวถึงผ่านทั้งสื่อกระแสหลัก หน่วยงานด้านศิลปวัฒนธรรม และสื่อสารคดีร่วมสมัย อาทิ คมชัดลึก, ช่อง 8, สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม (OCAC) รวมถึงสื่อวิดีโอและสารคดีออนไลน์หลายช่องทาง ซึ่งสะท้อนบทบาทของเขาในฐานะศิลปินร่วมสมัยที่ทำงานเชื่อมโยงศิลปะ ประวัติศาสตร์ เมืองเก่า และการเล่าเรื่องทางวัฒนธรรมของเมืองพิชัยสู่สาธารณะร่วมสมัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งในยุคนี้ได้มี Influencer กระแสหลักหลายเพจมาทำรายการที่ Kenny’s House อยู่หลายรายการด้วยกัน รายการ “เร่ร่อน” โดย เรย์ เมคโดนัล รายการ “กอมอนอ” โดยคุณอาย กมลเนตร รายการ ของคุณเมจิ อโรมา และรายการจาก Influencer กระแสรองหรือท้องถิ่นหลายรายการเข้ามาถ่ายทำ Content รายการแชร์บอกต่อกันไปนับล้านวิว</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในประเทศไทย ผลงานและแนวคิดของ Kenny Keng ได้รับการกล่าวถึงผ่านทั้งสื่อกระแสหลัก หน่วยงานด้านศิลปะวัฒนธรรม และสื่อสารคดีร่วมสมัย อาทิ คมชัดลึก, ช่อง 8, สำนักงานศิลปะวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม (OCAC), กรมประชาสัมพันธ์ช่อง 11, รวมถึงสื่อวิดีโอและสารคดีออนไลน์หลายช่องทาง เพจอีจันบันเทิง,เร่ร่อน,กอมอนอ,เก่งกินเก่งเที่ยวและอีกหลาย ๆ รายการ ซึ่งสะท้อนบทบาทของเขาในฐานะศิลปินร่วมสมัยที่ทำงานเชื่อมโยงศิลปะ ประวัติศาสตร์ เมืองเก่า และการเล่าเรื่องทางวัฒนธรรมของเมืองพิชัยสู่สาธารณะร่วมสมัย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ยุคแห่งตัวอักษร และการเขียนเพื่อเก็บ “ความรู้สึกของเมือง”</strong><strong></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หนังสือ งานเขียน และวรรณกรรมของ Kenny Keng</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากบทบาทในฐานะศิลปินทัศนศิลป์ อีกด้านหนึ่งที่สำคัญมากของ Kenny Keng คือ “นักเขียน” งานเขียนของเขาไม่ได้เกิดขึ้นจากการต้องการเป็นนักประพันธ์ในระบบสำนักพิมพ์กระแสหลัก<br>แต่เกิดจากความต้องการ “บันทึกบางอย่างเอาไว้ก่อนที่มันจะหายไป” ทั้งเรื่องราวของผู้คน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ความทรงจำระหว่างการเดินทาง รวมถึงความรู้สึกเล็ก ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างชีวิตประจำวัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">งานเขียนของ Kenny Keng จึงมีลักษณะเฉพาะตัว อยู่กึ่งกลางระหว่าง วรรณกรรมบันทึกชีวิต บันทึกการเดินทาง ศิลปะเชิงปรัชญา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และงานเขียนเชิงเยียวยาจิตใจ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หนังสือสำคัญของ Kenny Keng</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>1. “พิชัย เมืองเล็กแต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ” หนังสือที่เปลี่ยนมุมมองผู้คนต่อเมืองพิชัย</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในผลงานสำคัญที่สุดของ Kenny Keng เขาใช้เวลาหลายปีในการค้นคว้า ลงพื้นที่ และรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเมืองพิชัย ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และเรื่องเล่าที่กำลังจะสูญหาย จุดสำคัญของหนังสือ ไม่ใช่เพียงการบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แต่คือการพยายามตั้งคำถามว่า “เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ มีคุณค่ามากกว่าที่ผู้คนเคยมองเห็นหรือไม่” หนังสือเล่มนี้กลายเป็น Bestseller ในจังหวัดอุตรดิตถ์ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มสนใจพิชัยในมุมที่ลึกขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>2. “India Sepia Coffee” บันทึกการเดินทางผ่านกลิ่นกาแฟและคราบเวลา</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นหลังการเดินทางไปประเทศอินเดีย Kenny ใช้ทั้งภาพวาดและตัวอักษรในการเล่าเรื่อง โดยมีเอกลักษณ์สำคัญคือการใช้ “กาแฟ” เป็นวัสดุในการสร้างภาพประกอบ เนื้อหาภายในไม่ได้พูดถึงเพียงสถานที่ท่องเที่ยว แต่พูดถึงความรู้สึก ความโดดเดี่ยว ความศรัทธา และการค้นหาความหมายของชีวิต India Sepia Coffee จึงถูกมองว่าเป็นงานเขียนที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Travel Literature  Visual Journal และ Art Book</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>3.</strong><strong> “The Painter &#8211; </strong><strong>แสงตะเกียงไม่สิ้น กลิ่นน้ำนม”</strong><strong> </strong>ลูกชายที่เล่าเรื่องแม่ หนังสือเล่มหนาที่เขาเขียนขึ้นเล่าเรื่องราวในยุคมนุษย์ใช้แสงตะเกียงนำพา</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>4.</strong><strong> “F13</strong><strong> &#8211; </strong><strong>เด็กชายในโลกสีน้ำตาล</strong><strong>” </strong>หนังสือแห่งการเปลี่ยนแปลงความคิดของเขาไปตลอดชีวิต โดยโลกสีน้ำตาลที่เขาสร้างขึ้นกับตัวละครภายในเล่มที่กำลังบอกบางอย่างกับผู้อ่านผ่านงานศิลปะและตัวอักษร</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>5</strong><strong>. </strong><strong>“เสียงจากหัวใจ กำลังใจให้ตัวเอง </strong><strong>–</strong><strong> </strong><strong>The presents to my life…from me”</strong><strong> </strong>เป็น Art books Limited Edition การร่วมมือระหว่างนักเขียน “ทิมปนี” โดยให้ ผลงาน 333 Coffee Paint ได้สนทนากับเธอแล้วให้เธอกลั่นเป็นตัวอักษรออกมาเพื่อสามารถดูแลหัวใจตัวเองได้ เปรียบกับให้งาน”ศิลปะ” ได้สนทนากับ”ตัวอักษร”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ALL ART BOOK สำนักพิมพ์เล็ก ๆ เพื่อรักษาความทรงจำของเมือง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">Kenny Keng ยังเป็นผู้ก่อตั้ง <strong>ALL ART BOOK Publisher</strong><strong> </strong>แนวคิดของสำนักพิมพ์นี้ไม่ได้มุ่งแข่งขันกับสำนักพิมพ์เชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ แต่ตั้งใจทำหน้าที่เป็น “คลังความทรงจำขนาดเล็ก” ทั้งหนังสือศิลปะ บันทึกท้องถิ่น งานวรรณกรรม รวมถึงเรื่องเล่าที่อาจไม่มีพื้นที่ในระบบสำนักพิมพ์กระแสหลัก แนวคิดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่ Kenny ทำมาตลอดชีวิต คือ “การรักษาสิ่งเล็ก ๆ ที่กำลังจะหายไป”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>งานเขียนในฐานะส่วนหนึ่งของงานศิลปะ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับ Kenny Keng การเขียนหนังสือไม่เคยถูกแยกออกจากงานศิลปะ ภาพวาดของเขามักมีเรื่องเล่าซ่อนอยู่ และงานเขียนของเขาก็มักมี “ภาพ” ซ่อนอยู่ในภาษา นี่ทำให้งานทั้งหมดของเขาเชื่อมโยงกันเป็นโลกเดียวกัน ทั้งเว็บไซต์ สมุดสเก็ตช์ หนังสือ นิทรรศการ บทความ วิดีโอ และบทสนทนาใน Kenny’s House</p>



<p class="wp-block-paragraph">ทั้งหมดกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “Digital Archive” ที่กำลังบันทึกวิวัฒนาการของเมืองพิชัยผ่านสายตาของศิลปินคนหนึ่ง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>วรรณกรรมในฐานะการเยียวยา</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ช่วงหลัง งานเขียนของ Kenny Keng เริ่มมีมิติของ “การเยียวยาจิตใจ” มากขึ้น เนื้อหาหลายชิ้นพูดถึง ความเหนื่อยล้าของผู้คนยุคใหม่ ความเงียบ การกลับมาใช้ชีวิตช้าลง และการมองเห็นคุณค่าของตัวเองอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับแนวคิด Art Therapy ที่เขาทำต่อเนื่องมาหลายปี งานเขียนของเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงวรรณกรรม แต่ทำหน้าที่คล้าย “พื้นที่พักใจ” สำหรับผู้อ่านจำนวนมาก</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หนังสือในฐานะ Soft Power ของเมืองพิชัย</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หนึ่งในสิ่งที่น่าสนใจที่สุด คือ Kenny Keng ใช้ “หนังสือ” เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Soft Power ให้เมืองพิชัย แทนที่จะโปรโมตเมืองผ่านการตลาดแบบทั่วไป เขากลับเลือกใช้ เรื่องเล่า ความทรงจำ บันทึกประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวรรณกรรม เพื่อทำให้ผู้คน “รู้สึก” กับเมืองแห่งนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวทางนี้ทำให้พิชัยค่อย ๆ เปลี่ยนจาก “เมืองทางผ่าน”กลายเป็น “เมืองที่มีเรื่องเล่า”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ผลงานแนวคิดศิลปะ Thai Zen</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เมื่อศิลปะ ความเงียบ และชีวิตธรรมดากลายเป็นหนึ่งเดียว ค.ศ. 2024 – ปัจจุบัน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">หลังผ่านการเดินทางมายาวนาน ทั้งโลกศิลปะ ธุรกิจ การเดินทาง การค้นคว้าประวัติศาสตร์ และการทำงานกับผู้คน งานของ Kenny Keng ในปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ช่วงที่นิ่ง ลึก และเรียบง่ายมากขึ้น เขาเรียกบรรยากาศและแนวทางชีวิตช่วงนี้ว่า <strong>“Thai Zen”</strong><strong> </strong>ไม่ใช่เซนแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมทั้งหมด และไม่ใช่งานมินิมอลตามกระแสสมัยนิยม</p>



<p class="wp-block-paragraph">แต่คือการผสมกันระหว่าง ความเรียบง่ายแบบไทย วิถีชีวิตเมืองเล็ก ความสงบแบบตะวันออก  ศิลปะร่วมสมัย วัฒนธรรมการกินชา กาแฟ และการสนทนา รวมถึงความงามของ “ชีวิตธรรมดา”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Thai Zen ไม่ใช่สไตล์ตกแต่ง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>แต่คือ “วิธีมองโลก”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับ Kenny Keng Thai Zen ไม่ได้หมายถึงเพียงโทนสี ภาพถ่าย หรือการจัดพื้นที่ แต่มันคือ “สภาวะ” คือการมองเห็นความงามในสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้าม</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Kenny’s House ในยุค Thai Zen</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วงหลัง Kenny’s House เริ่มเปลี่ยนจาก Art Space ทั่วไป ไปสู่พื้นที่ที่มีบรรยากาศเฉพาะตัวมากขึ้น ผู้คนจำนวนมากไม่ได้เดินทางมาเพียงเพื่อกินอาหารหรือดูงานศิลปะ แต่เดินทางมาเพื่อ “รู้สึกถึงบางอย่าง” หลายคนเรียกมันว่า ความสงบ ความช้า ความจริงใจ หรือความรู้สึกเหมือนได้พักใจ ทั้งหมดนี้คือแก่นของ Thai Zen</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ศิลปะที่ลดทอน แต่ลึกขึ้น</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ผลงานในยุค Thai Zen ของ Kenny Keng เริ่มลดทอนรายละเอียดบางอย่างลง สีเงียบขึ้น<br>องค์ประกอบนิ่งขึ้น พื้นที่ว่างมากขึ้น แต่ในความเรียบง่ายนั้น กลับมี “อารมณ์” และ “ความทรงจำ” มากขึ้นกว่าเดิม นี่เป็นช่วงที่งานของเขาเริ่มเคลื่อนไปใกล้แนวคิด Wabi-Sabi  Zen Aesthetic  Emotional  minimalism และ Contemporary Asian Atmosphere แต่ยังคงมีรากแบบไทยและพิชัยชัดเจน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Thai Zen กับเมืองพิชัย</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่น่าสนใจคือ Kenny Keng ไม่ได้พยายามเปลี่ยนพิชัยให้กลายเป็นเมืองญี่ปุ่นหรือเกาหลี แต่พยายามค้นหา “ความสงบในแบบไทย” เขาเชื่อว่า เมืองเล็กของไทยมีเสน่ห์บางอย่างที่โลกยุคใหม่กำลังโหยหา ทั้งความสัมพันธ์ของผู้คน ความไม่เร่งรีบ อาหารท้องถิ่น บ้านไม้เก่า ตลาดเช้า วัฒนธรรมการนั่งคุย และความเรียบง่ายที่ยังมีชีวิตอยู่จริง</p>



<p class="wp-block-paragraph">Thai Zen จึงไม่ใช่การ “สร้างภาพ” แต่คือการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Thai Zen ในฐานะ Soft Power ใหม่</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่หลายพื้นที่พยายามสร้างแลนด์มาร์กขนาดใหญ่ Kenny Keng กลับเลือกใช้ “ความรู้สึก” เป็น Soft Power เขาไม่ได้ขายความอลังการ แต่ขาย “บรรยากาศ” ไม่ได้ขายความหรูหรา แต่ขาย “ความจริงใจ” แนวคิดนี้ทำให้ Kenny’s House และเมืองพิชัย เริ่มกลายเป็นพื้นที่ที่นักเดินทางสายศิลปะ วัฒนธรรม และ Slow Life สนใจมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหา ความสงบ ความหมาย และพื้นที่ที่ทำให้ตัวเองกลับมารู้สึกถึงชีวิตอีกครั้ง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>Thai Zen กับอนาคตของ Kenny Keng</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ปัจจุบัน Thai Zen ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดทางศิลปะ แต่กำลังพัฒนาไปสู่ หนังสือ Photography Mood Interior &amp; Space Design, Artist Retreat, Cultural Tourism, Emotional Storytelling, Digital Archive และงานเขียนเชิงเยียวยา ทั้งหมดนี้กำลังรวมกันเป็น “โลกของ Kenny Keng” ที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประโยคสรุปของยุค Thai Zen</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">“Thai Zen คือการใช้ชีวิตอย่างช้า ๆ ท่ามกลางโลกที่กำลังเร่งรีบเกินไป” หรือ “ในวันที่โลกเต็มไปด้วยเสียงดัง Kenny Keng กลับเลือกสร้างงานจากความเงียบ” หรือ “Thai Zen ไม่ได้พาผู้คนหนีโลก แต่พากลับมารู้สึกกับชีวิตอีกครั้ง”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บทสรุป</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ศิลปินผู้เปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นเรื่องเล่าที่ยังไม่จบ</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">เส้นทางชีวิตของ Kenny Keng สอนว่า <strong>ศิลปะไม่ต้องการเวทีใหญ่ เพียงต้องการคนที่ซื่อสัตย์กับตัวเอง</strong> เพียงพอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากไนท์บาซาร์เชียงใหม่ ผ่านโรงงานเฟอร์นิเจอร์ข้ามชาติ บริษัทโฮลดิ้งร่วมทุน แวะที่ Blog ท่องโลก ไปถึงแกลเลอรีในย่าน Bukchon กรุงโซล และย้อนกลับมายืนในเมืองพิชัย ทุกจุดในชีวิตร้อยเรียงด้วยด้ายเส้นเดียวกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">นั่นคือความเชื่อว่า <strong>&#8220;</strong><strong>เมืองเล็กมีเรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่ ศิลปะคือกุญแจที่ไขให้โลกได้ฟัง&#8221;</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สำหรับพิชัยในอดีต  เมืองที่คนรู้จักเพียงพระยาพิชัยดาบหักในตำราเรียน  Kenny Keng ทำให้มันมีชีวิต มีสี มีเสียง และมีที่ยืนบนแผนที่ของโลก Kenny Keng ไม่ได้รอให้โลกเดินทางมาหาเขา แต่ค่อย ๆ สร้างคุณค่าให้กับบ้านเมืองที่ตนอยู่ จนผู้คนเริ่มเดินทางเข้ามาเอง</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากจิตรกรในเชียงใหม่สู่..ศิลปินนักเล่าเรื่อง</p>



<p class="wp-block-paragraph">จากนักเดินทาง..สู่ผู้เก็บความทรงจำของเมือง</p>



<p class="wp-block-paragraph">วันนี้ “พิชัย” ในสายตาของหลายคน ไม่ใช่เพียงเมืองในหน้าประวัติศาสตร์อีกต่อไป แต่มันคือเมืองที่มีศิลปะ มีชีวิต มีเรื่องเล่า และเบื้องหลังเหล่านั้นมักมีชื่อของ Kenny Keng อยู่เสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">เส้นทางชีวิตของ Kenny Keng (วิทยา ศรีม่วง) สะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาทางศิลปะและวัฒนธรรมที่ยั่งยืนนั้นมิได้เกิดจากนโยบายหรืองบประมาณเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากบุคคลที่มีความมุ่งมั่น ความต่อเนื่อง และความซื่อสัตย์ต่อพันธกิจที่ตนเองกำหนด</p>



<p class="wp-block-paragraph">ตลอดระยะเวลากว่า 35 ปี เขาได้ดำรงบทบาทสำคัญในฐานะศิลปิน นักเขียน นักการศึกษา ผู้ประกอบการเชิงสร้างสรรค์ และนักวิจัยทางวัฒนธรรม โดยมีอำเภอพิชัยเป็นทั้งแรงบันดาลใจและพื้นที่ปฏิบัติการ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ความสำเร็จที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งของเขา คือการทำให้เมืองพิชัยเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในสาธารณรัฐเกาหลี ผ่านการสร้างสายสัมพันธ์ทางศิลปะที่มีรากฐานจากการเดินทางและมิตรภาพ จนนำไปสู่การรายงานข่าวในสื่อชั้นนำของเกาหลีใต้หลายสำนัก รวมทั้ง Newsis, JoongAng Ilbo, Newspost และ Sports Seoul</p>



<p class="wp-block-paragraph">บทบาท Kenny Keng จึงมิได้หยุดอยู่แค่การเป็นศิลปินผู้สร้างผลงาน แต่เขาคือสะพานเชื่อมระหว่างอดีตและปัจจุบัน ระหว่างท้องถิ่นและนานาชาติ ระหว่างศิลปะและชีวิตประจำวัน &#8211; ผ่านพู่กัน ปากกา ชามก๋วยเตี๋ยว และเรื่องเล่าของเมืองพิชัยที่เขาไม่เคยหยุดบอกเล่าผ่านทุกสิ่งที่เขาเรียกว่า “งานศิลปะ”</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประโยคหนึ่งที่สะท้อนตัวตนของ </strong><strong>Kenny Keng </strong><strong>ได้ชัดที่สุด </strong>คือ</p>



<p class="wp-block-paragraph">“ถ้าเราไม่เริ่มทำในวันนั้น วันนี้ผู้คนคงรู้จักแค่พระยาพิชัยดาบหักในบทเรียน แต่คงไม่รู้ว่าเมืองพิชัยอยู่ตรงไหนบนแผนที่ประเทศไทย”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำพูดของศิลปินคนหนึ่งแต่มันคือหัวใจของคนที่เลือกใช้ชีวิตเพื่อบ้านของพ่ออย่างแท้จริง และบางที…สิ่งที่ Kenny Keng กำลังสร้าง อาจไม่ใช่แค่ผลงานศิลปะแต่คือ “ความทรงจำร่วม” ของผู้คนจำนวนมาก ที่กำลังค้นหาความหมายของชีวิต ผ่านเมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า “พิชัย”</p>



<p class="wp-block-paragraph">หมายเหตุ: บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Digital Archive เพื่อบันทึกวิวัฒนาการทางศิลปะและมรดกทางวัฒนธรรมของ วิทยา ศรีม่วง (Kenny Keng) รวบรวมจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ ได้แก่ kennyart.wixsite.com, kenny-keng.com, alphafo.bloggang.com และสื่อมวลชนที่ได้รับการยืนยัน ทั้งในประเทศไทย ได้แก่ The People, คมชัดลึก, TruePlookpanya และสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม (OCAC) และในสาธารณรัฐเกาหลี ได้แก่ 뉴시스 Newsis, 중앙일보 JoongAng Ilbo, 뉴스포스트 Newspost และ 스포츠서울 Sports Seoul</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>แหล่งอ้างอิงจากสื่อมวลชน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong><u>สื่อมวลชนไทย</u></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สำนักข่าว / สื่อ · ชื่อบทความ / รายงาน</p>



<p class="wp-block-paragraph">The People · Kenny&#8217;s house บ้านของ &#8216;วิทยา ศรีม่วง&#8217; ศิลปินผู้กลับบ้าน เล่าเรื่องเมืองพิชัย</p>



<p class="wp-block-paragraph">The Cloud · รู้จักอุตรดิตถ์ ผ่าน 10 สถานที่เที่ยว ตั้งแต่ร้านก๋วยเตี๋ยว สวนผลไม้ ไปถึงอาร์ตสเปซ</p>



<p class="wp-block-paragraph">คมชัดลึก · ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นยาจีน ครูเก่ง เมืองพิชัย อุตรดิตถ์ ใครไปต้องห้ามพลาด</p>



<p class="wp-block-paragraph">คมชัดลึก · &#8220;พระปรางค์พันปี&#8221;ถูกปล่อยทิ้งร้าง</p>



<p class="wp-block-paragraph">TruePlookpanya · ตัวอย่างบุคคลที่ใช้ทักษะความรู้ตอบแทนคืนสู่สังคม</p>



<p class="wp-block-paragraph">OCAC กระทรวงวัฒนธรรม · รายละเอียดศิลปิน วิทยา ศรีม่วง</p>



<p class="wp-block-paragraph">HEY MAN Magazine · Art Column &amp; Creative Director</p>



<p class="wp-block-paragraph">Pantip &amp; GoogleYouTube · Thailand Blog Award 2010 สาขาการศึกษาเก่งกินเก่งเที่ยว, เร่ร่อน, กอมอนอ,อีจันบันเทิง</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong><u>สื่อมวลชนสาธารณรัฐเกาหลี (นิทรรศการ </u><u>The New World </u><u>กรุงโซล</u><u>)</u></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สำนักข่าว · ประเภทสื่อ · แหล่งอ้างอิง</p>



<p class="wp-block-paragraph">뉴시스 Newsis · สำนักข่าวแห่งชาติ · 동남아 여행에서 만난 화가 김태헌·케니…누크갤러리 2인전</p>



<p class="wp-block-paragraph">중앙일보 JoongAng Ilbo · หนังสือพิมพ์รายวันชั้นนำ · รายงานนิทรรศการ The New World ณ Nook Gallery</p>



<p class="wp-block-paragraph">뉴스포스트 Newspost · สื่อออนไลน์ศิลปวัฒนธรรม · 김태헌·Kenny의 그림 속 세상보기 &#8216;The New World&#8217;</p>



<p class="wp-block-paragraph">스포츠서울 Sports Seoul · หนังสือพิมพ์ระดับชาติ · รายงานนิทรรศการ The New World — ศิลปินไทย-เกาหลี</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>แหล่งอ้างอิง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;<a href="https://www.kenny-keng.com/?utm_source=chatgpt.com">Kenny Keng Official Website</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;<a href="https://kennyart.wixsite.com/kenny/gallery?utm_source=chatgpt.com" target="_blank" rel="noopener">Kenny Keng Gallery Archive</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;<a href="https://kennyart.wixsite.com/kenny/books?utm_source=chatgpt.com" target="_blank" rel="noopener">Kenny Keng Books Archive</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;<a href="https://kennyart.wixsite.com/kenny/resume?utm_source=chatgpt.com" target="_blank" rel="noopener">Kenny Keng Resume &amp; Timeline</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">•&nbsp;<a href="https://www.youtube.com/@KennyWitthaya?utm_source=chatgpt.com" target="_blank" rel="noopener">Kenny Keng YouTube Channel</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวคิดและข้อมูลบางส่วนอ้างอิงจาก Digital Archive ของ Kenny Keng</p>



<p class="wp-block-paragraph">ติดตามทุกช่องทาง:  <a href="https://www.kenny-keng.com/">kenny-keng.com</a> | <a href="https://kennyart.wixsite.com/kenny" target="_blank" rel="noopener">kennyart.wixsite.com/</a><a href="https://kennyart.wixsite.com/kenny" target="_blank" rel="noopener">kenny</a> | <a href="https://alphafo.bloggang.com" target="_blank" rel="noopener">alphafo.bloggang.com</a> | <a href="https://www.facebook.com/artistkennykeng" target="_blank" rel="noopener">facebook.com/</a><a href="https://www.facebook.com/artistkennykeng" target="_blank" rel="noopener">artistkennykeng</a></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ช่องทางทั้งหมดของ Kenny Keng</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ช่องทาง · URL</p>



<p class="wp-block-paragraph">เว็บไซต์หลัก · kenny-keng.com</p>



<p class="wp-block-paragraph">Portfolio &amp; Resume · kennyart.wixsite.com/kenny</p>



<p class="wp-block-paragraph">Resume / Timeline · kennyart.wixsite.com/kenny/resume</p>



<p class="wp-block-paragraph">หนังสือและรางวัล · kennyart.wixsite.com/kenny/pocket-books</p>



<p class="wp-block-paragraph">นิทรรศการ The New World · kennyart.wixsite.com/kenny/the-new-world</p>



<p class="wp-block-paragraph">Kenny&#8217;s House · kennyart.wixsite.com/kenny/kengshouse</p>



<p class="wp-block-paragraph">Blog Alpha Fo · alphafo.bloggang.com</p>



<p class="wp-block-paragraph">Facebook ศิลปิน · facebook.com/artistkennykeng</p>



<p class="wp-block-paragraph">Facebook Kenny&#8217;s House · facebook.com/kengshouse</p>



<p class="wp-block-paragraph">OCAC รับรอง · ocac.go.th</p>



<p class="wp-block-paragraph">Kenny Keng</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;เมื่อความคิดถึง กลายเป็นหนังสือ &#8221; F13 &#8211; เด็กชายในโลกสีน้ำตาล</title>
		<link>https://www.kenny-keng.com/f13-brown-world-boy-book-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[KennyKeng]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 07 Sep 2026 19:35:05 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[งานศิลปะ]]></category>
		<category><![CDATA[มุมมอง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.kenny-keng.com/?p=24665</guid>

					<description><![CDATA[มีหนังสือบางเล่มที่ไม่ได้เริ่มต้นจาก “พล็อตเรื่อง” แต่เริ่มต้นจาก “บาดแผล” หนังสือบางเล่มก็ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นจาก “จินตนาการ” แต่ถูกเขียนขึ้นจาก “ความคิดถึง” ... สัญญาณรอส่งที่ไม่มีที่ไป]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph"><strong>มีหนังสือบางเล่มที่ไม่ได้เริ่มต้นจาก “พล็อตเรื่อง”</strong><strong> </strong><strong>แต่เริ่มต้นจาก “บาดแผล”</strong> <em> </em><em>หนังสือบางเล่ม</em><em>ก็</em><em>ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นจาก “จินตนาการ”</em><em> </em><em>แต่ถูกเขียนขึ้นจาก “ความคิดถึง” </em><em>.</em><em>.</em><em>. </em><em>สัญญาณรอส่งที่ไม่มีที่ไป</em></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong><em>F13 </em><em>&#8211;</em><em> </em><em>เด็กชายในโลกสีน้ำตาล</em> คือหนึ่งในหนังสือเหล่านั้น</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="1024" height="817" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/02-1-1024x817.jpg" alt="" class="wp-image-24815" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/02-1-1024x817.jpg 1024w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/02-1-300x239.jpg 300w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/02-1-768x613.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/02-1-1536x1226.jpg 1536w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/02-1-890x710.jpg 890w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/02-1.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" />
<figcaption class="wp-element-caption">F13-เด็กชายในโลกสีน้ำตาล &#8211; เขียนและวาดภาพประกอบโดย Kenny Keng</figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ผลงานวรรณกรรมกึ่งเยาวชนกึ่งปรัชญาชีวิต ของ <strong>Kenny Keng (</strong><strong>วิทยา ศรีม่วง)</strong> ศิลปินและนักเล่าเรื่องผู้ใช้ทั้ง “ภาพ” และ “คำ” เป็นภาษาของความรู้สึก ซึ่งเบื้องหลังหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากจินตนาการเพียงอย่างเดียว มันเกิดขึ้นจากการสูญเสียลูกชาย ในช่วงเริ่มต้นปี 2020 เพียงประมาณ 30 นาทีหลังเข้าสู่ปีใหม่ ก่อนที่โลกทั้งใบจะเข้าสู่ยุคการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ไม่นานนัก</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในขณะที่โลกกำลังหวาดกลัวโรคระบาด Kenny กลับกำลังเผชิญ “ความเงียบ” อีกรูปแบบหนึ่ง ความเงียบของบ้าน ความเงียบของการไม่มีเสียงลูก และความเงียบของคนที่ไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตต่ออย่างไรต่อไป ในระยะนั้นเขาแทบไม่สามารถทำอะไรได้เลยตลอดเกือบหนึ่งปีเต็ม</p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งเดียวที่ยังเหลืออยู่ คือ <strong>“ความคิดถึง”</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="1024" height="714" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-46-1-1024x714.jpg" alt="" class="wp-image-24817" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-46-1-1024x714.jpg 1024w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-46-1-300x209.jpg 300w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-46-1-768x535.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-46-1-1019x710.jpg 1019w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-46-1.jpg 1119w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" />
<figcaption class="wp-element-caption">EXHIBITION ARCHIVE 2020 &#8211; You are my sunshine &#8211; Kenny Keng, Apitchaya Srimaung</figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ระหว่างนั้น Kenny ได้จัดนิทรรศการศิลปะพร้อมกับลูกสาว เกี่ยวกับลูกชายของพ่อ และพี่ชายของเธอ ราวกับพยายามสนทนากับใครบางคน ผ่านภาพวาด ความทรงจำ และพื้นที่ว่าง เขาเริ่มค้นพบว่า<br>บางที…คนที่จากไป อาจไม่ได้หายไปจริง ๆ เพราะในหลายความทรงจำ ลูกชายยังคงพยายาม <strong>“บอกอะไรบางอย่าง”</strong> กับเขาเสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">ก่อนที่วันหนึ่งเขาจะเริ่มเขียนถึง <strong>“เด็กชายคนหนึ่ง</strong><strong>ที่อยู่</strong><strong>ในโลกสีน้ำตาล</strong><strong>”</strong> เด็กชายที่ไม่มีชื่อจริง มีเพียงรหัสว่า <strong>“</strong><strong>F13”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>เมื่อตัวเลข กลายเป็นชีวิต</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">F13 ไม่ใช่ชื่อคน แต่มันคือ “รหัส” ของเด็กชายคนหนึ่ง ผู้เดินเข้ามาในชีวิตผู้คน เปลี่ยนบางอย่างในใจพวกเขา แล้วค่อย ๆ ทิ้งร่องรอยเอาไว้โดยไม่รู้ตัว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="466" height="1024" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-7-466x1024.jpg" alt="" class="wp-image-24818" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-7-466x1024.jpg 466w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-7-137x300.jpg 137w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-7-768x1688.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-7-699x1536.jpg 699w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-7-323x710.jpg 323w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-7.jpg 932w" sizes="(max-width: 466px) 100vw, 466px" />
<figcaption class="wp-element-caption">F13-เด็กชายในโลกสีน้ำตาล &#8211; Kenny Keng</figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ในสายตาของ Kenny Keng  F13 จึงไม่ใช่เพียงตัวละคร แต่เป็นเหมือน “ของขวัญที่ไม่มีชื่อ” เหมือนความทรงจำบางอย่างที่แม้จับต้องไม่ได้ แต่ยังคงอยู่กับเราเสมอ หลายคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้อาจรู้สึกเหมือนกำลังอ่านนิยาย แต่หลายคนก็รู้สึกเหมือนกำลังส่องกระจก กลับเข้าไปมองบางช่วงชีวิตของตัวเองเช่นกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>โลกสีน้ำตาล ที่ไม่ได้หม่นหมอง</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>“</strong><strong>โลกสีน้ำตาล”</strong> ในหนังสือเล่มนี้ ไม่ได้หมายถึงโลกที่เศร้าหรือโลกที่สดใสเหมือนนิทานเด็กทั่วไป แต่มันคือโลกของความเงียบ ความเหงา คำถาม และความรู้สึกที่มนุษย์หลายคนซ่อนเอาไว้ภายในใจ มันคือโลกของร่องรอยเวลา โลกของความทรงจำ โลกของความจริงที่ไม่ฉาบฉวย แม้กระทั่งตัวละครภายในเล่มที่หลากหลาย ชวนตั้งคำถามและอยากรู้วิถีชีวิตตอนต่อไปของพวกเขา เด็กชายในเรื่องก็ไม่ได้เป็นเพียงตัวละคร แต่คือเศษเสี้ยวของบทสนทนาระหว่างพ่อกับลูก ที่ยังคงดำเนินต่อไป แม้ในวันที่อีกฝ่ายไม่ได้อยู่ตรงหน้าแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="1024" height="732" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-8-1024x732.jpg" alt="" class="wp-image-24819" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-8-1024x732.jpg 1024w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-8-300x214.jpg 300w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-8-768x549.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-8-1536x1097.jpg 1536w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-8-994x710.jpg 994w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-8.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" />
<figcaption class="wp-element-caption">F13-เด็กชายในโลกสีน้ำตาล &#8211; Kenny Keng</figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">สีน้ำตาลใน F13 จึงเป็นสีของความอบอุ่น แม้ในวันที่หัวใจยังเจ็บปวดอยู่ และในโลกแบบนั้นเอง เด็กชายที่ไม่มีแม้แต่ชื่อ กลับกลายเป็นตัวละครที่ผู้คนจดจำได้มากที่สุด</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>หนังสือที่เกิดจากการฟัง “สิ่งที่ยังอยู่”</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">สิ่งที่ทำให้ F13 แตกต่างจากวรรณกรรมทั่วไป คือหนังสือเล่มนี้ไม่ได้พยายามอธิบายความสูญเสียอย่าง ตรงไปตรงมา แต่มันค่อย ๆ พาผู้อ่านเดินผ่าน ความเหงา ความเงียบ ความรัก และบทสนทนาที่ยังไม่จบ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="467" height="1024" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-6-1-467x1024.jpg" alt="" class="wp-image-24820" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-6-1-467x1024.jpg 467w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-6-1-137x300.jpg 137w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-6-1-768x1686.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-6-1-700x1536.jpg 700w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-6-1.jpg 933w" sizes="(max-width: 467px) 100vw, 467px" />
<figcaption class="wp-element-caption">F13-เด็กชายในโลกสีน้ำตาล &#8211; Kenny Keng</figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">Kenny เคยกล่าวถึงแรงบันดาลใจของงานชิ้นนี้ว่า หลายครั้งเขารู้สึกเหมือนลูกชายยังคงพยายาม “บอกอะไรบางอย่าง” กับเขาเสมอ F13 จึงเหมือนหนังสือที่เกิดจากการพยายามรับฟัง สิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ในหัวใจ</p>



<p class="wp-block-paragraph">F13 จึงไม่ใช่เพียงหนังสือสำหรับ “อ่าน” แต่เป็นหนังสือที่ค่อย ๆ ชวนให้เรากลับไปฟังเสียงบางอย่างในใจตัวเอง เสียงของคนที่คิดถึง เสียงของสิ่งที่สูญเสีย และเสียงของเด็กตัวเล็ก ๆ ภายในตัวเรา<br>ที่บางครั้ง…ก็ยังรอให้ใครสักคนเข้าใจอยู่เสมอ</p>



<p class="wp-block-paragraph">อาจเป็นไปได้ว่า เด็กชายในโลกสีน้ำตาลไม่ได้อยู่ในหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในตัวของใครหลายคนที่เคยสูญเสียอะไรบางอย่างไปเหมือนกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ศิลปะการเล่าเรื่องของ Kenny Keng</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">Kenny Keng หรือ วิทยา ศรีม่วง เป็นศิลปินร่วมสมัย นักเขียน และผู้ก่อตั้ง Kenny’s House<br>พื้นที่สร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงศิลปะ การเดินทาง ความทรงจำ และการเยียวยาเข้าด้วยกัน เขาเป็นศิลปินที่มีลักษณะเฉพาะในการใช้ “ภาพวาด” และ “ตัวอักษร” ทำงานร่วมกัน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาพประกอบใน F13 ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เหมือนเศษเสี้ยวความทรงจำ หลายภาพเต็มไปด้วยพื้นที่ว่าง หลายเส้นสายดูไม่สมบูรณ์แบบ แต่กลับทำให้ผู้อ่านรู้สึกใกล้กับความเป็นมนุษย์มากขึ้น นี่คือสไตล์ที่ทำให้ผลงานของ Kenny ไม่ใช่เพียง “หนังสือ” แต่กลายเป็นประสบการณ์ทางอารมณ์</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาพประกอบทุกภาพในหนังสือเล่มนี้ ถูกวาดขึ้นด้วยอารมณ์มากกว่าความสมบูรณ์แบบ หลายเส้นสายคล้ายความทรงจำที่พร่าเลือน หลายฉากเต็มไปด้วยพื้นที่ว่างราวกับตั้งใจปล่อยให้ผู้อ่านเติม “บางคน” ลงไปเอง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="1024" height="768" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/Ill-03-1-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-24826" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/Ill-03-1-1024x768.jpg 1024w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/Ill-03-1-300x225.jpg 300w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/Ill-03-1-768x576.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/Ill-03-1-1536x1152.jpg 1536w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/Ill-03-1-947x710.jpg 947w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/Ill-03-1.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ความรู้สึกของความไม่สมบูรณ์เหล่านี้ถูกเปรียบเหมือนกับที่ใครบางคนที่ได้เปรียบเปรยไว้ถึงรอยหยดหรือคราบกาแฟบนหน้ากระดาษ แผ่นไม้เก่าที่ผ่านลม ฝน แดด หรือกระทั่งภาพวาดลายเส้นจากหมึกและกาแฟ ที่เขาเปรียบดั่งร่องรอยของลมหายใจแห่งปัจจุบัน ณ ช่วงเวลานั้น และสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นร่องรอยของกาลเวลา ซึ่งเป็นลายเซ็นทางศิลปะของ Kenny Keng มาโดยตลอด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="1024" height="732" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-23-1-1024x732.jpg" alt="" class="wp-image-24823" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-23-1-1024x732.jpg 1024w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-23-1-300x214.jpg 300w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-23-1-768x549.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-23-1-1536x1097.jpg 1536w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-23-1-994x710.jpg 994w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-23-1.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" />
<figcaption class="wp-element-caption">F13-เด็กชายในโลกสีน้ำตาล &#8211; Kenny Keng</figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">ซึ่งผลงานของ Kenny มักมีลักษณะเฉพาะคือ การใช้ศิลปะเป็นพื้นที่เยียวยาความรู้สึก เชื่อมโยงความทรงจำ การเดินทาง ชีวิต และความเป็นมนุษย์เข้าด้วยกัน และแนวทางดังกล่าวยังปรากฏชัดในโปรเจกต์ต่าง ๆ ภายใต้ Kenny’s House และงานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัยของเขา</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ทำไม F13 จึงยังอยู่ในใจคนอ่าน</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="768" height="1024" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/05-ปก-F13-768x1024.jpg" alt="" class="wp-image-24827" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/05-ปก-F13-768x1024.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/05-ปก-F13-225x300.jpg 225w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/05-ปก-F13-1152x1536.jpg 1152w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/05-ปก-F13-533x710.jpg 533w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/05-ปก-F13.jpg 1215w" sizes="(max-width: 768px) 100vw, 768px" /></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">เพราะสุดท้ายแล้ว F13 ไม่ได้พูดถึงแค่เด็กชายคนหนึ่ง แต่มันพูดถึง “ใครบางคน” ที่แต่ละคนเคยสูญเสียไป บางคนอ่านแล้วคิดถึงลูก บางคนคิดถึงพ่อแม่ บางคนคิดถึงตัวเองในวัยเด็ก และบางคนเพิ่งค้นพบว่า ตัวเองกำลังพยายามเยียวยาหัวใจของตัวเองอยู่โดยไม่รู้ตัว</p>



<p class="wp-block-paragraph">หนังสือเล่มเล็กเล่มนี้ จึงพิสูจน์ว่า ขนาดของหนังสือไม่ได้กำหนดขนาดของความรู้สึกที่มันจะทิ้งเอาไว้ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่เคยจางหายไป เพียงแต่มันถูกเก็บไว้บนโลกที่ Kenny ได้สร้างมันขึ้นมาอีกใบเหมือนเอาไว้เป็นจุดรับสัญญาณแห่งความคิดถึงนั้น ซึ่งมาถึงตอนนี้ <em>“ความคิดถึง” </em>กลายเป็นสัญญาณรอส่ง ที่สามารถส่งไปผู้รับถึงเรียบร้อยแล้ว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="1024" height="684" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-22-1-1024x684.jpg" alt="" class="wp-image-24822" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-22-1-1024x684.jpg 1024w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-22-1-300x200.jpg 300w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-22-1-768x513.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-22-1-1536x1026.jpg 1536w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-22-1-1063x710.jpg 1063w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-22-1.jpg 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" />
<figcaption class="wp-element-caption">F13-เด็กชายในโลกสีน้ำตาล &#8211; Kenny Keng</figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"><strong>บทส่งท้าย</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">ในโลกสีน้ำตาลของ Kenny Keng มีเด็กชายคนหนึ่งเดินอยู่เงียบ ๆ  เขาไม่มีชื่อจริง มีเพียงรหัสว่า “F13” แต่หลังจากอ่านจบ บางทีคุณอาจพบว่า นี่คือหนึ่งในชื่อที่คุณจะจดจำได้มากที่สุด ในชีวิตการอ่านของคุณ</p>



<p class="wp-block-paragraph">และบางที…<strong>เด็กชายคนนั้น</strong><strong> </strong><strong>อาจไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือ</strong><strong> </strong><strong>แต่อยู่ในหัวใจของทุกคน</strong><strong> </strong><strong>ที่ยังคิดถึงใครบางคนอยู่เสมอ</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="size-large aligncenter" style="width:100%"><img decoding="async" width="732" height="1024" src="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-31-732x1024.jpg" alt="" class="wp-image-24824" srcset="https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-31-732x1024.jpg 732w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-31-214x300.jpg 214w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-31-768x1075.jpg 768w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-31-1097x1536.jpg 1097w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-31-507x710.jpg 507w, https://www.kenny-keng.com/wp-content/uploads/2026/10/TZArt-31.jpg 1463w" sizes="(max-width: 732px) 100vw, 732px" />
<figcaption class="wp-element-caption">F13-เด็กชายในโลกสีน้ำตาล &#8211; Kenny Keng</figcaption></figure>
</div>]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
