ผัสสะเซน

ผัสสะ 4 : ประตูสี่บานสู่ปัจจุบันขณะ

          ผมเขียนผลงานชุดนี้ขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2021 เป็นอักษรไทยสี่ชิ้นที่เดินเคียงกันเป็นชุดเดียว ได้แก่ “ดมได้กลิ่น” “มองได้เห็น” “ฟังได้ยิน” และ “กินได้รส” ทั้งสี่คำนี้คือประตูสี่บานที่มนุษย์ทุกคนมีอยู่กับตัวตั้งแต่เกิด เป็นช่องทางที่โลกภายนอกเดินทางเข้ามาหาเรา และเป็นช่องทางที่ใจของเราเดินทางออกไปสัมผัสโลก
          ในหลักพุทธศาสนา สิ่งเหล่านี้เรียกว่า “ผัสสะ” คือการกระทบกันระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก แต่สำหรับผมในฐานะคนที่เดินอยู่บนวิถีไทเซน ผัสสะไม่ใช่แค่กลไกทางชีววิทยา หากเป็นประตูสู่ปัจจุบันขณะ เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่สุดที่จะพาเรากลับมาอยู่กับลมหายใจ กลับมาอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า โดยไม่ต้องวิ่งตามความคิดที่เตลิดไปในอดีตหรืออนาคต
          ผมเขียนทั้งสี่ชิ้นนี้ด้วยพู่กันจีนและหมึกดำบนผืนผ้าใบสีขาว ใช้อักษรไทยแนวตั้งในสไตล์ตะวันออก ซึ่งเป็นรากเหง้าที่ผมยึดถือมาโดยตลอด การเขียนพู่กันแบบนี้ต้องวางแผนในหัวก่อนลงมือ และเมื่อปลายพู่กันแตะผืนผ้าใบแล้ว ห้ามลังเลเด็ดขาด เพราะเส้นจะสั่น หมึกจะซึม หรือจังหวะจะขาด เหมือนกับการใช้ชีวิตที่ถ้ามัวแต่ลังเลว่าจะดมกลิ่นนี้ดีไหม จะฟังเสียงนี้ต่อไหม เราก็จะพลาดปัจจุบันขณะที่ผ่านมาแล้วไม่หวนกลับ

รายละเอียด

"ผัสสะเซน"
วิทยา ศรีม่วง (Kenny Keng)
20 ซ.ม. × 38 ซ.ม.
พู่กันจีน
8 สิงหาคม พ.ศ. 2564
Kenny's House

ดมได้กลิ่น

          “กลิ่น” คือผัสสะที่เงียบที่สุดและตรงไปตรงมาที่สุด กลิ่นไม่มีรูปร่าง ไม่มีเสียง แต่มันเดินทางเข้ามาหาเราก่อนที่เราจะทันตั้งตัว กลิ่นข้าวหอมจากครัวของแม่ กลิ่นดินหลังฝนตกในยามเช้า กลิ่นธูปที่วัดใกล้บ้าน กลิ่นเหล่านี้ไม่เคยต้องการคำอธิบาย มันเพียงแค่มา แล้วปลุกความทรงจำและความรู้สึกในใจเราขึ้นมาเอง
          ในผลงานชิ้นนี้ ผมเขียนตัวอักษรให้มีลีลาที่ลื่นไหลเหมือนไอกลิ่นที่ลอยขึ้นจากถ้วยชา หัวของตัวอักษรม้วนเป็นวงคล้ายควันที่กำลังคลี่ตัว ด้านขวามีเส้นตั้งยาวหนึ่งเส้น ลากลงมาเหมือนธูปที่กำลังเผาไหม้อย่างช้าๆ เป็นเครื่องเตือนใจว่าการ “ดมได้กลิ่น” ในแบบเซนคือการตั้งสติให้ทันไออุ่นของลมหายใจที่กำลังผ่านจมูกเรา ณ วินาทีนี้ ไม่ใช่วินาทีก่อน ไม่ใช่วินาทีถัดไป

ฟังได้ยิน

          เหมือนกับการมอง การฟังและการได้ยินก็เป็นคนละเรื่องกัน เราฟังเสียงรถทุกวันแต่ไม่เคยได้ยินเสียงของตัวเอง เราฟังคำพูดของคนรอบตัวแต่ไม่เคยได้ยินสิ่งที่เขาไม่ได้พูดออกมา ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวน การได้ยินจริงๆ คือทักษะที่หายากที่สุดอย่างหนึ่ง

          ผลงานชิ้นนี้ผมเขียนด้วยจังหวะฝีแปรงที่หนักแน่นและมีเสียง ตัวอักษรด้านบนทอดตัวเหมือนใบหูที่เอนเข้ามารับเสียง วงกลมตรงกลางคล้ายคลื่นเสียงที่กำลังกระจายออกไป ส่วนเส้นล่างลากยาวเหมือนเสียงระฆังที่ค่อยๆ จางหายไปในอากาศ การ “ฟังได้ยิน” ในแบบเซนไม่ได้หมายถึงแค่การรับเสียงเข้าหู แต่หมายถึงการเงียบในใจมากพอที่จะได้ยินเสียงของใบไม้ที่ไหว เสียงของน้ำที่ไหลในลำธารเล็กๆ หรือแม้แต่เสียงของความเงียบเอง

มองได้เห็น

          “เห็น” กับ “มอง” เป็นคนละเรื่องกัน สำหรับผม การมองคือการเปิดตา ส่วนการเห็นคือการเปิดใจ เราทุกคนมีตาไว้มอง แต่มีคนเพียงไม่กี่คนที่ “เห็น” สิ่งที่ตัวเองมอง คนส่วนใหญ่เดินผ่านใบไม้ที่ไหวด้วยลมทุกวันโดยไม่เคยเห็นว่ามันไหว เดินผ่านแววตาของแมวที่นั่งอยู่ข้างทางโดยไม่เคยเห็นว่ามันกำลังจ้องกลับมา

          ในผลงานชิ้นนี้ ตัวอักษร “มอง” ถูกเขียนไว้ด้านบนด้วยเส้นที่หนักแน่นและเปิดกว้าง เหมือนดวงตาที่เพิ่งเบิกขึ้น ส่วนคำว่า “เห็น” อยู่ด้านล่าง เขียนด้วยจังหวะที่มั่นคงเหมือนหลักปักลงดิน สื่อถึงการที่เมื่อเรามองจนได้เห็นจริงๆ แล้ว สิ่งที่ได้เห็นนั้นจะฝังรากอยู่ในใจเราอย่างมั่นคง ผมใช้พื้นที่สีขาวรอบตัวอักษรอย่างตั้งใจ เพราะในวิถีเซน ช่องว่างสำคัญไม่น้อยไปกว่าเส้น เหมือนกับที่การเห็นต้องการระยะห่างและความเงียบในใจ จึงจะเห็นได้ชัด

มองได้เห็น

          “รส” คือผัสสะที่ใกล้ชิดที่สุด เพราะมันเกิดขึ้นภายในร่างกายเรา ไม่ใช่ภายนอกเหมือนกลิ่น เสียง หรือภาพ รสชาติของข้าวเหนียวร้อนๆ ในยามเช้าที่พิชัย รสของน้ำชาในยามบ่าย รสเค็มของเหงื่อที่ไหลผ่านริมฝีปากหลังทำงาน รสเหล่านี้คือบทสนทนาที่ร่างกายคุยกับใจ
          ในผลงานชิ้นนี้ ตัวอักษรถูกเขียนด้วยเส้นที่โค้งกลมและนุ่มนวล เหมือนลิ้นที่กำลังลิ้มลองอาหารอย่างตั้งใจ ส่วนโค้งด้านล่างของตัวอักษรม้วนเป็นวงกลมที่ปิดเข้าหากัน สื่อถึงการรับรสที่เต็มอิ่มและจบลงในตัวเอง ผมตั้งใจใช้หมึกหนักในบางจังหวะเพื่อให้รู้สึกถึงความเข้มข้นของรสชาติ และปล่อยพื้นที่ว่างไว้ในบางจุดเพื่อให้รู้สึกถึงความโปร่งเบาของรสที่ละลายหายไปบนลิ้น การ “กินได้รส” ในแบบเซนคือการกินอย่างรู้ตัวว่ากำลังกินอะไร ไม่ใช่กินไปดูโทรศัพท์ไป ไม่ใช่กินเพื่อให้หมดจาน แต่กินเพื่อได้รู้จักกับอาหารตรงหน้าอย่างแท้จริง

          ผมไม่ได้สร้างผลงานชุดนี้ขึ้นมาเพื่อให้คนดูชื่นชมความสวยงามของตัวอักษรเท่านั้น แต่ผมอยากให้มันเป็นเครื่องเตือนใจ เป็นเหมือนระฆังเล็กๆ ที่เมื่อใครได้เห็นแล้วจะได้ฉุกคิดว่า วันนี้เราดมกลิ่นอะไรบ้างไหม? วันนี้เรามองเห็นอะไรบ้างไหม? วันนี้เราฟังได้ยินเสียงใครบ้างไหม? วันนี้เรากินได้รสของข้าวที่อยู่ในจานจริงๆ หรือเปล่า?

          ถ้าคำตอบคือไม่ นั่นแปลว่าเราอาจจะพลาดปัจจุบันขณะไปแล้วหนึ่งวัน แต่ข่าวดีคือ พรุ่งนี้เช้าเมื่อเราลืมตาตื่น ประตูทั้งสี่บานนี้ก็ยังเปิดรอเราอยู่เหมือนเดิม ขอเพียงเรามีสติพอที่จะเดินผ่านมันเข้าไปอย่างตั้งใจ

วิทยา ศรีม่วง (Kenny Keng)