หลายคนอาจรู้จักผมจากภาพวาด Thai Zen งาน Conceptual Art งาน Sketch งาน Contemporary งานเขียน หรืออีกหลาย ๆ อย่างจาก Kenny’s House พิชัย สถานที่ซึ่งเปรียบเหมือนกับงานศิลปะชิ้นใหญ่ของผมที่หลายคนเข้ามาร่วมกันสร้างสรรค์ร่วมกันบนผืนผ้าใบล่องหนผืนใหญ่ผืนนี้

แต่สำหรับผมแล้ว ศิลปะไม่เคยอาศัยอยู่เพียงบนกระดาษหรือเฟรมผ้าใบ บางครั้งศิลปะนั้นก็แอบซ่อนอยู่ในเสียงหัวเราะของผู้คน อยู่ในสายตาของใครบางคนที่ยืนนิ่งมองภาพอย่างเงียบงัน หรืออยู่ในเด็กคนหนึ่งที่หยุดวิ่งแล้วถามผมว่า “พี่กำลังวาดอะไรอยู่”

บางครั้งศิลปะก็แทรกตัวอยู่ในทั้งเมือง อยู่ในถนนเก่า กำแพงที่สีหลุดล่อนซีดจาง เสียงดนตรี กลิ่นอาหาร แสงแดดยามเย็น รวมถึงความทรงจำของผู้คนที่ยังคงหายใจอยู่ในพื้นที่นั้น

ช่วงเริ่มต้นของชีวิตการทำงานศิลปะ ผมเคยวาดภาพเหมือน วาดงานแนวสมจริงตามต้นแบบ

ผู้คนมักยืนล้อมดูอยู่รอบตัวผม ผมได้ยินเสียงกระซิบชื่นชม เห็นรอยยิ้ม เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความพอใจและแน่นอน ราคาของงานก็ค่อย ๆ สูงขึ้นตามเวลา

แต่ในขณะเดียวกัน ผมกลับรู้สึกว่า มีบางอย่างในตัวเองกำลังค่อย ๆ ถูกกัดกร่อนลงไปอย่างช้า ๆ ผมไม่อาจอธิบายได้ในตอนนั้นว่ามันคืออะไร ผมเพียงรู้สึกว่าแม้ภาพจะสวยขึ้น แต่หัวใจของผมกลับเงียบลง จนวันหนึ่ง..ผมตัดสินใจหยุดวาดงานประเภทนั้น
ไม่ใช่เพราะผมเกลียดมัน แต่เพราะผมเริ่มรู้สึกว่า ตัวเองกำลังหลงทางออกจากความรู้สึกที่แท้จริงของการสร้างงานศิลปะที่ผมเชื่อในส่วนลึกของใจ

หลายปีต่อมา ผมเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น เมื่อได้ออกไปทำงานในพื้นที่จริงหลายต่อหลายชิ้น ผมเริ่มทำ Live Paintingท่ามกลางเสียงดนตรี เสียงผู้คน บรรยากาศของการแสดงสด และพลังงานของเมืองทั้งจากงานที่พี่น้องศิลปินร่วมกันจัดขึ้นในระดับจังหวัด รวมถึงงานที่ผมตั้งใจสร้างขึ้นด้วยหัวใจของตัวเองอย่าง “Phichai Colorful – สีสันเมืองพิชัย”
ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังจ้องมองผมขณะวาดภาพ ผมกลับไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองกำลัง “โชว์วาดรูป” แต่ผมรู้สึกเหมือนกำลังสนทนากับผู้คนผ่านจังหวะของเส้น น้ำหนักของหมึกดำ เสียงดนตรี เวลา และลมหายใจของบรรยากาศตรงหน้า

มันเป็นความรู้สึกประหลาดที่งดงามมาก

ความรู้สึกเหมือนบางสิ่งที่เคยแห้งเหือดอยู่ภายใน กำลังค่อย ๆ ฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง เหมือนเนื้อเยื่อของจิตวิญญาณที่เคยถูกกัดกร่อน กำลังได้รับการปลูกถ่ายใหม่อย่างช้า ๆ และเริ่มเติบโตขึ้นอีกครั้งผ่านทุกการแสดง Live Painting
เวลาทำงานแบบนี้ ผมแทบไม่เคยวางแผนละเอียดจนเกินไป ผมชอบปล่อยให้เสียงดนตรี อากาศ กลิ่นอาหาร เสียงรถ เสียงคนเดิน เสียงลมหายใจ สายตาของผู้คน หรือแม้แต่ “ความเงียบ” ได้ไหลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของภาพ

เพราะสำหรับผม ภาพที่ดีไม่ใช่ภาพที่สมบูรณ์ที่สุด แต่คือภาพที่ยังมีชีวิตหายใจอยู่ในนั้น บางงาน

ผมจำได้ว่าตัวเองเดินอยู่ในเมืองเก่าเป็นเวลานาน ก่อนจะเริ่มลงเส้นแรก ผมมองเห็นร้านเก่า กำแพงเก่า ผู้คนสูงวัยที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบ ๆ และในช่วงเวลานั้นเอง ผมรู้สึกเหมือนเมืองกำลังเล่าเรื่องบางอย่างให้ผมฟัง

 

ส่วนผม ก็เพียงแค่นั่งฟังมันผ่านปลายพู่กัน

 

ผมชอบช่วงเวลาที่ผู้คนหยุดเดิน แล้วยืนนิ่งดูภาพที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า เพราะในวินาทีนั้น
ศิลปะไม่ได้เป็นของศิลปินเพียงคนเดียวอีกต่อไป บางคนยิ้ม บางคนถาม บางคนเพียงยืนเงียบ

แต่ผมรู้ว่า พวกเขากำลังรู้สึกบางอย่างร่วมกันกับงานตรงหน้า ผมชอบคำว่า “สีสัน” แม้งานหลายชิ้นของผมจะใช้เพียงหมึกสีดำบนพื้นสีขาว เพราะผมเริ่มเข้าใจว่าสีสันที่แท้จริง อาจไม่ได้อยู่ในเฉดสีของภาพ แต่อยู่ในผู้คนที่กำลังเติมชีวิตลงไปในพื้นที่ว่างเหล่านั้นร่วมกัน

‘สีสัน’ ในความหมายของผมจึงอาจหมายถึงวัฒนธรรม เสียงเพลง อาหาร เรื่องเล่า รอยยิ้ม ความแตกต่าง รวมถึงการอยู่ร่วมกันของผู้คนในเมืองเดียวกัน

เวลาผมวาดสดในงานแบบนี้ ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นศิลปินที่อยู่สูงกว่าคนดู ผมรู้สึกเหมือนเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่กำลังนั่งคุยกับเมืองผ่านพู่กัน หมึกดำ และผืนผ้าใบสีขาว

สำหรับผม “Phichai Colorful – สีสันเมืองพิชัย” คือหนึ่งในงานที่ใกล้หัวใจมากที่สุด เพราะผมไม่ได้อยากสร้างเพียงงานอีเวนต์ แต่ผมอยากให้ผู้คนกลับมามอง “พิชัย” ด้วยสายตาใหม่อีกครั้ง เมืองเล็ก ๆ ที่หลายคนเคยมองผ่าน แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยเรื่องราว ความงดงาม และชีวิตที่ซ่อนอยู่ในทุกมุมถนน

 

ผมเชื่อเสมอว่า ศิลปะไม่จำเป็นต้องอยู่ในแกลเลอรี่ใหญ่เท่านั้น

 

บางครั้ง การที่เด็กคนหนึ่งเห็นศิลปินนั่งวาดรูปอยู่ริมถนน อาจเปลี่ยนชีวิตหรือความฝันของเขาไปทั้งชีวิตก็ได้ เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งผมเองก็เคยยืนมองลายเส้นของครูบนกระดานดำ เคยมองโปสเตอร์วาดมือหน้าโรงหนัง หรือผลงานของศิลปินริมทาง ด้วยสายตาของเด็กคนหนึ่งที่กำลังค้นหาความหมายบางอย่างในชีวิต

Performance Art สำหรับผม จึงไม่ใช่การแสดงที่ต้องยิ่งใหญ่ แต่มันคือการเอา “ตัวตนจริง ๆ” ลงไปอยู่ในช่วงเวลานั้น เหงื่อจริง ความรู้สึกจริง พลังงานจริง และผู้คนจริง ๆ

หลายครั้ง ภาพที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว กลับสำคัญน้อยกว่าช่วงเวลาระหว่างการวาด เพราะในช่วงเวลานั้น คนแปลกหน้าเริ่มหันมาพูดคุยกัน เด็กเริ่มกล้าตั้งคำถามและถามคำถามนั้นออกมา ผู้สูงอายุเริ่มเล่าเรื่องชีวิตและเมืองของตัวเอง ซึ่งศิลปะก็ไม่ได้เป็นเพียง “ภาพ” ที่ถูกแขวนไว้บนฝาผนังอีกต่อไป แต่มันกลายเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทำให้มนุษย์กลับมาเชื่อมโยงถึงกันอีกครั้ง ผมคิดว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมยังคงทำงานแบบนี้เสมอเมื่อมีโอกาส

เพราะท้ายที่สุดแล้วผมไม่ได้อยากเพียงสร้างภาพที่สวยงาม แต่ผมอยากสร้าง “ความรู้สึกบางอย่าง” ให้ยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวใจของผู้คน

 

แม้งานแสดงจะจบลงไปแล้วก็ตาม