ย้อนกลับไปในห้องเรียนประถม 3 มีเด็กคนหนึ่งนั่งมองครูวาดการ์ตูนบนกระดานดำด้วยสายตาทึ่ง วันนั้นคือจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง

   

ครูคนแรกของผมคือครูที่วาดการ์ตูนบนกระดานดำ

          ศิลปะเข้ามาในชีวิตผมตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ครับ สิ่งที่ผมจำได้แม่นยำที่สุดคือภาพของครูที่กำลังวาดการ์ตูนให้ดูบนกระดานดำ ผมนั่งมองด้วยความรู้สึกทึ่งอย่างบอกไม่ถูกว่าทำไมมือของครูถึงสามารถสร้างตัวละครที่มีชีวิตขึ้นมาจากเส้นง่ายๆ ได้ขนาดนั้น มันเหมือนเวทมนตร์ที่ผมอยากทำให้ได้บ้าง           ช่วงนั้นผมยังมีแรงบันดาลใจอีกอย่างหนึ่งคือรุ่นพี่ที่อยู่หน้าบ้าน พี่คนนั้นวาดรูปหุ่นยนต์กันดั้มได้สุดยอดมาก เห็นแล้วผมรู้สึกเหมือนได้เจอฮีโร่ตัวจริง ผมพยายามก๊อปปี้ตามอยู่หลายครั้ง แต่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน มือของเด็กป.3 อย่างผมก็ไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาได้อย่างใจ รูปที่วาดออกมามันดูเหมือนหุ่นยนต์อยู่หรอก แต่เป็นหุ่นยนต์ที่ขาเบี้ยวและหัวเอียงไปคนละทิศ           ความอยากวาดให้ได้เหมือนของจริงนั้นค้างคาอยู่ในใจผมตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งครูที่โรงเรียนได้หยิบหนังสือขายหัวเราะขึ้นมา แล้วสาธิตวิธีร่างโครงการ์ตูนให้ดูบนกระดานดำ จากวงกลมสองสามวงและเส้นไม่กี่เส้น ตัวละครก็ค่อยๆ โผล่ออกมา นาทีนั้นแหละครับที่ผมรู้สึกเหมือนกุญแจในหัวถูกไข ผมเข้าใจแล้วว่าการวาดรูปไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว แต่มันมีหลักการที่เรียนรู้และฝึกฝนได้  

ฝึกหัดจากการลอก ก่อนจะกลายเป็นเส้นของตัวเอง

          หลังจากวันนั้น ผมเริ่มฝึกวาดการ์ตูนอย่างจริงจัง โดยเริ่มจากการลอกรูปในหนังสือขายหัวเราะเป็นบทเรียนแรก ผมค่อยๆ เข้าใจเรื่องสัดส่วน เรื่องการวางโครงร่าง เรื่องเส้นหลักกับเส้นเสริม ทุกครั้งที่วาดเสร็จผมจะเอาไปเทียบกับต้นฉบับ เห็นจุดที่ผิดแล้วก็กลับมาแก้ใหม่ มันเป็นกระบวนการที่สนุกมากเพราะผมเห็นพัฒนาการของตัวเองเป็นรูปธรรม           การฝึกวาดในวัยนั้นไม่ได้มาจากแรงกดดันของพ่อแม่หรือครูเลยครับ มันมาจากความอยากล้วนๆ ผมใช้สมุดเลขหลังคาบเรียน ใช้ขอบหนังสือเรียน ใช้กระดาษใบเสร็จของที่บ้าน ทุกพื้นที่ว่างบนโลกนี้คือผืนผ้าใบสำหรับผม เพื่อนบางคนเก็บแสตมป์ เก็บสติกเกอร์ แต่ผมเก็บสะสมภาพวาดของตัวเองไว้ในลิ้นชัก เปิดดูแล้วก็ยิ้มคนเดียว           เมื่อมองย้อนกลับไป ผมว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดในช่วงนั้นไม่ใช่ฝีมือที่พัฒนาขึ้น แต่คือการที่ผมได้ค้นพบ ‘ภาษา’ หนึ่งที่ใช้สื่อสารกับโลกได้โดยไม่ต้องพึ่งตัวหนังสือ เด็กคนหนึ่งที่อาจจะพูดไม่เก่ง เขียนเรียงความก็ไม่ได้เรื่อง แต่พอหยิบดินสอขึ้นมาปุ๊บ กลับมีเรื่องเล่าอยู่ในหัวเป็นล้านเรื่อง นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อเสมอว่าศิลปะไม่ใช่แค่วิชา แต่มันคือทางรอดของเด็กบางคน  

เมล็ดพันธุ์ที่ยังส่งผลจนถึงวันนี้

          เด็กป.3 คนนั้นอาจจะยังไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ในวันนั้นจะกลายเป็นอาชีพ จะกลายเป็นงานศิลปะที่ได้ไปจัดแสดงในต่างประเทศ จะกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้มีคนเรียกเขาว่า ‘ครูเก่ง’ ในอีกหลายสิบปีข้างหน้า สิ่งเดียวที่เขารู้ในวันนั้นคือเขาสนุกกับการขีดเขียน และเขาอยากเก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน เท่านั้นเองครับ           ทุกครั้งที่ผมสอนเด็กๆ ในเวลาต่อมา ผมจะนึกถึงภาพของตัวเองในห้องเรียนวันนั้นเสมอ นึกถึงความรู้สึกทึ่งเมื่อเห็นการ์ตูนค่อยๆ ปรากฏบนกระดานดำ และพยายามเป็นครูแบบนั้นให้เด็กๆ ที่อยู่ตรงหน้า ให้พวกเขาได้สัมผัสกับเวทมนตร์เล็กๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเปลี่ยนชีวิตผมมาแล้ว           ถ้ามีใครถามว่าศิลปินคนหนึ่งเริ่มต้นจากตรงไหน ผมคงตอบว่ามันไม่ได้เริ่มจากวันที่เราขายรูปได้ใบแรก ไม่ได้เริ่มจากวันที่เราไปโชว์งานในแกลเลอรี แต่มันเริ่มจากวันที่ใครบางคนทำให้เราเชื่อว่า ‘เราก็ทำได้’ สำหรับผม วันนั้นคือวันที่ครูหยิบหนังสือขายหัวเราะขึ้นมาเปิดให้ดู และบอกโดยไม่ต้องพูดว่า ลองดูสิ มันไม่ยากหรอก  
วิทยา ศรีม่วง (Kenny Keng)