“ตอนแรกผมตั้งใจจะช่วยรุ่นพี่สอนแค่ชั่วคราว แต่กลายเป็น 15 ปีที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล”

 

จากครูชั่วคราว สู่ 15 ปีของการเป็น ‘ครูเก่ง’

          หลังจากที่ผมหยุดทำธุรกิจโรงงานเฟอร์นิเจอร์ของครอบครัว ชีวิตผมก็เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่ไม่รู้ทิศทาง ในช่วงเวลานั้นเองที่รุ่นพี่ที่เคยทำงานตกแต่งภายในด้วยกันมาชวนให้ไปช่วยสอนศิลปะที่โรงเรียนของเขา เพราะทางโรงเรียนขาดแคลนครูพอดี ผมรับปากไปก่อน บอกตรงๆ ว่าแค่ไปช่วยชั่วคราว เพราะมีงานอื่นรออยู่ แต่ชีวิตก็แปลกดีนะครับ คำว่า ‘ชั่วคราว’ ของผมในวันนั้น กลายเป็น 15 ปีเต็มๆ ในวันนี้ ผมไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ใช้เวลาในห้องเรียนยาวนานขนาดนั้น และไม่เคยคิดมาก่อนว่าคำว่า ‘ครูเก่ง’ ที่เด็กๆ เรียกผมเล่นๆ ในตอนแรก จะกลายเป็นชื่อที่ติดตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ในวันที่ผมไม่ได้สอนหนังสือเป็นอาชีพหลักอีกต่อไปแล้วก็ตาม สิ่งที่ทำให้ผมอยู่ได้นานขนาดนั้นไม่ใช่เงินเดือน ไม่ใช่ตำแหน่ง และไม่ใช่ความมั่นคง แต่เป็นเด็กๆ ที่ผ่านเข้ามาในห้องเรียนของผมนี่แหละครับ พวกเขาให้บางอย่างกับผมในแต่ละวัน บางอย่างที่เงินซื้อไม่ได้และที่เราไม่เคยรู้ว่าเราต้องการมันจนกว่าจะได้รับ  

เด็กสามกลุ่มที่ผมได้พบในห้องเรียน

          ตลอด 15 ปีที่พิษณุโลก ผมได้สอนเด็กที่หลากหลายมากครับ กลุ่มแรกคือเด็กเล็กๆ ที่พ่อแม่พามาเรียนเพื่อให้ใช้ศิลปะฝึกสมาธิ พวกเขายังไม่ได้สนใจว่ารูปที่วาดจะสวยหรือไม่ แต่สนใจแค่ว่าสีไหนสนุกกว่ากัน พู่กันด้ามไหนจับแล้วถนัดมือ การได้อยู่กับเด็กวัยนี้ทำให้ผมได้กลับไปเป็นตัวเองตอนป.3 อีกครั้ง ได้จำได้ว่าศิลปะที่บริสุทธิ์ที่สุดคือศิลปะที่ยังไม่มีคำว่า ‘ผิด’ อยู่ในหัว           กลุ่มที่สองคือเด็กที่ใจรักและอยากพัฒนาฝีมือจริงจัง บางคนในกลุ่มนี้ต้องการติวเพื่อสอบเข้าศิลปะในระดับที่สูงขึ้น พวกเขามาพร้อมคำถามที่ลึก มาพร้อมผลงานที่อยากให้ผมช่วยวิจารณ์ การสอนเด็กกลุ่มนี้คือการผลักดันตัวเองให้ต้องเก่งขึ้นตลอดเวลา เพราะถ้าครูไม่พัฒนา เด็กก็จะไม่พัฒนา ผมได้เรียนรู้ใหม่ไปพร้อมๆ กับการสอน และหลายครั้งเด็กเหล่านี้ก็สอนผมกลับด้วยมุมมองที่ผมนึกไม่ถึง           และกลุ่มที่สาม ซึ่งเป็นกลุ่มที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงหลัง คือเด็กที่มาเรียน Art Therapy พวกเขาคือเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้น อยู่ไม่นิ่ง หรือบางคนเป็นออทิสติกในระดับที่ยังพอจะสื่อสารผ่านศิลปะได้ กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ผมหลงรักมากที่สุด เพราะพวกเขาสอนให้ผมเข้าใจว่าศิลปะไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงาม แต่คือภาษาหนึ่งที่ช่วยให้คนที่พูดไม่ถนัด ได้สื่อสารสิ่งที่อยู่ในหัวออกมาสู่โลกภายนอก  

บทเรียนที่เด็กๆ สอนผม

          ถ้าถามว่า 15 ปีในห้องเรียนสอนอะไรผมบ้าง ผมคงตอบได้ไม่หมดในบทความเดียว แต่บทเรียนที่ติดตัวผมมากที่สุดคือการได้เห็นว่า ‘ความสำเร็จ’ ของเด็กคนหนึ่งไม่ได้วัดจากรูปที่วาดสวยที่สุด แต่วัดจากการที่เขากล้าเริ่มต้นลงเส้นแรกโดยไม่กลัวว่ามันจะผิด เด็กที่เคยไม่ยอมจับพู่กันเลยในสัปดาห์แรก แล้วในสัปดาห์ที่สิบกลับยิ้มให้กระดาษเปล่าของตัวเอง นั่นคือผลงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสายตาผม           ผมยังได้เรียนรู้ด้วยว่าครูที่ดีไม่ใช่ครูที่รู้ทุกอย่าง แต่คือครูที่รู้ว่าเด็กแต่ละคนต้องการคำตอบแบบไหน เด็กบางคนต้องการคำแนะนำที่ชัดเจน บางคนต้องการแค่ใครสักคนที่นั่งอยู่ข้างๆ โดยไม่พูดอะไร บางคนต้องการคำชมเล็กๆ ที่ไม่ฟังดูเว่อร์เกินไป การอ่านว่าเด็กคนไหนต้องการอะไรในเวลาไหนคือทักษะที่ไม่มีในตำราเล่มใดเลย มันต้องเรียนรู้เอาจากประสบการณ์และความตั้งใจฟังล้วนๆ           และสิ่งสุดท้ายที่ผมอยากเล่าก็คือ 15 ปีในห้องเรียนทำให้ผมเชื่อมั่นว่าศิลปะสามารถเยียวยาคนได้จริง ไม่ใช่ในความหมายว่ามันรักษาโรคได้ แต่ในความหมายว่ามันเปิดพื้นที่ให้คนคนหนึ่งได้หายใจ ได้เป็นตัวเอง ได้พูดในสิ่งที่ปากพูดออกมาไม่ได้ ถ้าวันนี้ผมเป็นศิลปินที่เชื่อว่างานศิลปะต้องเยียวยาตัวเราเองก่อน ความเชื่อนั้นก็ไม่ได้เกิดจากทฤษฎีในหนังสือหรอกครับ มันเกิดจากเด็กตัวเล็กๆ ที่เคยนั่งอยู่ตรงหน้าผมในห้องเรียน และสอนผมเงียบๆ ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา    
วิทยา ศรีม่วง (Kenny Keng)