“ผมเดินทางคนเดียวมาตลอด จนกระทั่งเจอเพื่อนคนหนึ่งสามครั้งในเส้นทางเดียวกัน และนั่นคือจุดที่ทุกอย่างเปลี่ยนไป”

 

เส้นทางเอเชียและกล้องตัวที่ชื่อว่าพู่กัน

          ในช่วง 15 ปีที่ผมเป็นครูสอนศิลปะอยู่ที่พิษณุโลก ผมสอนเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ครับ นั่นแปลว่าผมยังมีเวลาว่างเป็นช่วงๆ ที่สามารถหาคนมาสอนแทนได้ ผมก็จะจัดกระเป๋าแบ็คแพ็คและออกเดินทางสัก 2-3 สัปดาห์ไปยังประเทศต่างๆ ในแถบเอเชีย ลาว เวียดนาม กัมพูชา พม่า เกาหลี ญี่ปุ่น ผมเคยไปมาหลายที่ โดยไม่เคยคิดว่าการเดินทางจะเป็นแค่การพักผ่อน แต่คิดว่ามันคือห้องเรียนเคลื่อนที่ของผม

          สิ่งที่ทำให้การเดินทางของผมต่างจากนักท่องเที่ยวทั่วไปคือ ผมใช้ ‘ศิลปะ’ เป็นเครื่องมือบันทึกแทนการถ่ายภาพ กล้องถ่ายรูปกดแค่เสี้ยววินาทีเดียวก็ได้ภาพมาแล้ว แต่การนั่งวาดรูปหนึ่งภาพต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง ในชั่วโมงนั้นเราได้สังเกตเห็นรายละเอียดที่กล้องไม่เคยเก็บ เช่น ป้าคนขายก๋วยเตี๋ยวที่ตะโกนคุยกับลูกค้าประจำ เด็กที่วิ่งไล่จับไก่ในลานวัด แสงแดดที่ค่อยๆ เลื่อนผ่านกำแพงอิฐเก่า สิ่งเหล่านี้ถูกบันทึกลงในสมุดสเกตช์ของผมพร้อมกับความรู้สึกของนาทีนั้น

          ผมเชื่อเสมอว่าภาพ 1 ภาพคือหนังสือ 1 เล่มที่เปิดพื้นที่ให้คนดูใช้จินตนาการสร้างเรื่องราวของตัวเองต่อได้ ในขณะที่ภาพถ่ายมักจะบอกอะไรเราเกินไปจนไม่เหลือที่ว่างให้จินตนาการ ภาพวาดที่มีเส้นขาดๆ หายๆ บางจุดกลับชวนให้เราเข้าไปเติมเต็มด้วยความรู้สึกของตัวเอง นี่คือเหตุผลที่ผมเลือกสมุดสเกตช์เป็นเพื่อนเดินทาง ไม่ใช่กล้อง

 

บังเอิญสามครั้งบนเส้นทางเดียวกัน

          ในทริปหนึ่ง ผมออกเดินทางตามเส้นทางที่คนแบ็คแพ็คเรียกกันว่า Route 1 ซึ่งเป็นเส้นทางยอดนิยมในแถบอินโดจีน เริ่มต้นที่หลวงพระบางในลาว ข้ามไปเวียดนามตอนเหนือ ผ่านเดียนเบียนฟู แล้วไปจบที่ซาปา ผมไม่ได้นัดหมายใครเลย ผมเดินทางคนเดียวตามสไตล์ของผม แต่ชีวิตบางครั้งก็มีเรื่องบังเอิญที่อธิบายไม่ถูก ผมเจอเพื่อนนักเดินทางชาวเกาหลีใต้คนหนึ่งโดยบังเอิญถึงสามครั้งในทริปเดียวกัน ตั้งแต่หลวงพระบาง เดียนเบียนฟู จนถึงซาปา

          ครั้งแรกที่เจอกันเราแค่พยักหน้าทักทาย ครั้งที่สองเราเริ่มคุยกันด้วยภาษาอังกฤษงูๆ ปลาๆ ครั้งที่สามตอนเจอกันที่ซาปา เราทั้งคู่หัวเราะออกมาเลย มันดูเหมือนจักรวาลกำลังพยายามบอกอะไรเราสักอย่าง เราเลยตัดสินใจเดินทางร่วมกันต่อจนจบทริปนั้น ระหว่างทางผมก็วาดรูปไปเรื่อยๆ ตามปกติของผม และเพื่อนชาวเกาหลีคนนั้นก็สังเกตเห็น

          พอจบการเดินทาง เขาถึงได้เปิดเผยว่าตัวเองก็เป็นนักวาดภาพและนักเขียนเหมือนกัน เขามอบสมุดสเกตช์เล่มหนาให้ผมหนึ่งเล่มเป็นของที่ระลึก พร้อมบอกว่าอยากเห็นผมวาดรูปต่อไปเรื่อยๆ ในขณะนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าสมุดเล่มนั้นและมิตรภาพครั้งนั้นจะพลิกชีวิตผมอย่างไรในเวลาต่อมา

 

เมื่อการเดินทางกลายเป็นผลงาน

          หลังกลับจากทริปนั้น ผมกับเพื่อนชาวเกาหลีคนนี้ก็ติดต่อกันเรื่อยมา เขาติดตามผลงานของผม และผมก็ได้รู้เรื่องงานของเขาเช่นกัน จนในที่สุดเขาก็เป็นคนที่ชวนผมนำผลงานไปจัดแสดงที่แกลเลอรีในกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ มันเป็นครั้งแรกที่ผลงานของผมได้ออกไปสู่สายตาคนต่างชาติอย่างเป็นทางการ และเป็นครั้งแรกที่มีนักสะสมต่างชาติซื้อผลงานของผมกลับไปด้วย

          สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการเดินทางครั้งนั้นไม่ใช่แค่เรื่องของโชค แต่เป็นเรื่องของการ ‘ทำสิ่งที่เรารักอย่างสม่ำเสมอ’ พอดีๆ โดยที่ไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ ผมไม่ได้วาดรูประหว่างทางเพราะอยากจะไปโชว์ที่ต่างประเทศ ผมวาดเพราะผมรักมัน และเพราะสมุดสเกตช์คือวิธีที่ผมสื่อสารกับโลก ผลลัพธ์ที่ตามมาภายหลังจึงเป็นของแถม ไม่ใช่เป้าหมาย

          จนถึงวันนี้ผมยังขอบคุณการเดินทางครั้งนั้นและเพื่อนชาวเกาหลีคนนั้นอยู่เสมอ เพราะเขาทำให้ผมเชื่อว่าศิลปินไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมืองใหญ่หรือมีคอนเนกชันดีๆ ถึงจะมีโอกาสได้แสดงผลงาน ขอแค่เราตั้งใจทำงานของเราให้ดีที่สุด และเปิดใจรับความบังเอิญที่ชีวิตหยิบยื่นให้ โอกาสก็จะมาหาเราในเวลาและรูปแบบที่เราคาดไม่ถึงเสมอ

   
วิทยา ศรีม่วง (Kenny Keng)