ครั้งหนึ่ง…ผมเคยเชื่อว่า “ศิลปะ” คือการวาดภาพให้สวยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ มันคือการฝึกฝนอย่างหนัก การใช้วินัย ความอดทน และการพยายามอยู่กับเส้น สี และองค์ประกอบให้ดีที่สุด 

จนวันหนึ่งผมเริ่มค้นพบว่า สิ่งที่ตัวเองสนใจมาตลอด อาจไม่ใช่เพียงภาพที่มองเห็นด้วยสายตา 

แต่คือ “ความรู้สึก” ที่ซ่อนอยู่ภายในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว

ความรู้สึกของผู้คน บ้านเก่า ถนนเงียบ ๆ ตลาดที่เคยคึกคัก หรือกำแพงที่ผ่านฤดูกาลมานับไม่ถ้วน
รวมถึงความเงียบธรรมดาในบางช่วงเวลาที่แทบไม่มีใครสังเกตเห็น

หลายครั้งผมรู้สึกว่า เมืองเล็ก ๆ และเรื่องราวของผู้คนธรรมดา มักถูกโลกมองผ่านไปอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่มีคุณค่ามากพอจะถูกจดจำ โดยเฉพาะเมืองเล็กอย่างเมืองพิชัย ที่ผู้คนจำนวนมากอาจเพียงแค่ “ผ่าน” แต่ไม่เคยหยุดฟังว่า เมืองนี้กำลังพยายามเล่าอะไรอยู่

แต่สำหรับผม…สิ่งธรรมดาเหล่านั้นกลับมีจิตวิญญาณบางอย่างซ่อนอยู่เสมอ และนั่นคือเหตุผลที่ผมเริ่มทำงาน Conceptual Art อีกครั้ง

สำหรับผม “ศิลปะเชิงแนวคิด” ไม่ใช่งานที่ต้องตีความให้ยาก หรือเป็นเรื่องไกลตัว ตรงกันข้าม ผมมองว่าศิลปะคือ “บทสนทนา” ระหว่างมนุษย์กับชีวิต บางครั้งบทสนทนานั้นเกิดขึ้นผ่านสี บางครั้งเกิดขึ้นผ่านเสียงของชุมชน บางครั้งเกิดขึ้นผ่านพนังเก่า ๆ ที่ไม่มีใครสนใจอีกแล้ว โบราณสถานที่ดูไร้ค่าในสายตาของผู้คน หรือกำแพงดินโบราณหลายร้อยปีที่ดูเกะกะขวางทางการไถกลบพื้นที่เพื่อทำเกษตรกรรม

และบ่อยครั้ง…มันเกิดขึ้นผ่านลมหายใจธรรมดาของผู้คนที่ยังใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ แห่งหนึ่งของโลก

ในหลายช่วงของชีวิต ผมไม่เคยต้องการสร้างงานที่บอก “คำตอบ” ให้ผู้ชม เพราะบางที คำตอบที่แท้จริง อาจไม่มีใครรู้เลย นอกจากหัวใจของเขาเอง สิ่งที่ผมพยายามทำ มีเพียงการสร้าง “พื้นที่เล็ก ๆ”
ให้ใครสักคนได้หยุดมอง หยุดฟัง หยุดรู้สึก และกลับมาตั้งคำถามกับชีวิตอีกครั้ง ในโลกศิลปะร่วมสมัย ที่ “ความคิด” มีน้ำหนักไม่แพ้รูปทรง

Conceptual Art จึงกลายเป็นพื้นที่ที่ผมใช้ตั้งคำถามต่อสังคม เวลา ประวัติศาสตร์ และตัวตนของมนุษย์ มาตั้งแต่สมัยเรียนศิลปกรรมในช่วงปี 1992 ก่อนจะไปสร้างงานศิลปะประเภทอื่น และกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในปี 2017 

สำหรับผม ศิลปะไม่ใช่เพียงภาพที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อการมองเห็น แต่มันคือ “ประสบการณ์”
ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับความทรงจำ พื้นที่ และความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายด้วยภาษาไม่ได้ 

การเดินทางของผลงานผม จึงเหมือนการเดินทางอยู่ระหว่างเมืองเล็กกับโลกสากล ระหว่างรากเหง้าท้องถิ่นกับภาษาศิลปะร่วมสมัย ระหว่างความเงียบของชุมชน กับเสียงคำถามที่ดังก้องอยู่ภายในใจมนุษย์

หลายช่วงของชีวิต ผมเลือกกลับไปฟังเสียงของสายลม ฟังสายน้ำ ฟังผืนดิน ฟังเปลวไฟ รวมถึงฟังเรื่องเล่าของผู้คนธรรมดา แล้วค่อย ๆ แปลงสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นภาษาทางศิลปะที่เรียบง่าย สร้างบรรยากาศบางอย่างภายในผลงาน ราวกับพลังทางอารมณ์ที่ค่อย ๆ ซึมผ่านผู้ชมอย่างเงียบงัน เหมือนกับลมหายใจที่เราสูดเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัว 

บางทีอาจเป็นเพราะผมมีโอกาสใช้ชีวิตนานพอจะเห็นหลายสิ่งเปลี่ยนแปลง จากยุครุ่งเรืองสู่ความเสื่อมถอย จากพื้นที่สำคัญ กลายเป็นพื้นที่ที่ถูกหลงลืม 

จนผมเริ่มอยากเปลี่ยน “พื้นที่ที่ถูกมองข้าม” ให้กลับมาเป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความหมายอีกครั้งผ่านสี ผ่านเส้น ผ่านวัตถุ ผ่านเรื่องเล่า และผ่านการมีส่วนร่วมของผู้คนในชุมชน

 

แนวคิดเหล่านี้จึงค่อย ๆ ถูกกลั่นออกมาเป็นผลงานอย่าง

  • The Power of Red
  • The Wall
  • The Spirit of Ancient Phichai
  • Everywhere Sawankalok
  • และ Phichai Colorful 1, 2..

ทั้งในต่างประเทศและในเมืองเล็ก ๆ ภายในประเทศไทย

 

สำหรับผมแล้ว ศิลปะไม่ใช่สิ่งไกลตัวเลย มันคือบทสนทนาระหว่างผมกับตัวเอง ระหว่างมนุษย์กับชีวิต ระหว่างจิตวิญญาณกับร่างกาย ในวันธรรมดาวันหนึ่งที่ผู้คนจำนวนมากกำลังหลงลืมการฟังเสียงภายในของตัวเอง ศิลปะจึงกลายเป็นวิธีที่ผมใช้ทำความเข้าใจตัวเอง ทำความเข้าใจผู้คน และค่อย ๆ ทำความเข้าใจโลกใบนี้

ผลงานทุกชุดที่ผมสร้างขึ้น ล้วนเริ่มต้นจากความรู้สึกเดียวกันเสมอ 

ว่าบางเรื่อง…ควรถูกจดจำ

บางสถานที่…ควรถูกมองใหม่ 

และบางความรู้สึก…ก็ควรมีพื้นที่ให้หายใจ

ผมเชื่อว่าเมืองเล็กก็มีเรื่องเล่าที่ยิ่งใหญ่ได้ ผู้คนธรรมดาก็มีคุณค่าในแบบของตัวเอง และศิลปะก็ยังสามารถพามนุษย์กลับมาเชื่อมโยงกันได้อีกครั้ง 

บางที…นี่อาจเป็นเหตุผลที่ผมยังคงทำงานศิลปะต่อไป ไม่ใช่เพราะผมเก่งกว่าใคร และไม่ใช่เพราะผมต้องการสร้างคำตอบที่สมบูรณ์ให้โลกใบนี้

แต่อาจเป็นเพราะผมอยากเก็บรักษา “บทสนทนาเล็ก ๆ ระหว่างมนุษย์กับความทรงจำ” เอาไว้ให้นานที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความทรงจำของตัวเขาเอง หรือของใครอีกคนที่กำลังรู้สึกบางอย่างเหมือนกันอยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของโลกใบนี้