ครั้งหนึ่งผมเคยนึกถามตัวเองอยู่บ่อย ๆ ว่า จริง ๆ แล้วผมทำงานศิลปะเกี่ยวกับอะไร ทันทีที่เริ่มต้น ผมคิดว่าผมกำลังวาดรูป กำลังเขียนหนังสือ กำลังทำงานเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หรือกำลังสร้างพื้นที่เล็ก ๆ ของตัวเอง คำถามของผมคงอาจหมายถึง “อะไร คือ ความสมบูรณ์แบบของงานที่ผมทำอยู่ ?”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมกลับพบว่าสิ่งที่ผมทำมาตลอดมีบางอย่างเชื่อมโยงกันอยู่ สิ่งนั้นคือ “สถานที่” สถานที่ที่เราอยู่ สถานที่ที่เราเดินผ่าน สถานที่ที่มีความทรงจำ สถานที่ที่มีประวัติศาสตร์ และสถานที่ที่บางครั้งถูกมองข้าม

ตอนแรกผมตั้งใจเพียงว่าจะใช้ศิลปะนำเรื่องราวทั้งหมดที่ผมทำมาตั้งแต่ต้น แต่การตีโจทย์นั้นยังไม่ชัดเจนนัก ผมคิดเพียงว่า เราจะใช้สถานที่เป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะ ใช้สถานที่จัดนิทรรศการ หรือใช้สถานที่เป็นพื้นที่ทำงานได้อย่างไร แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งผมจะมาถึงคำถามว่า

เราจะทำให้สถานที่กลายเป็นงานศิลปะได้หรือไม่

ความคิดนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว มันค่อย ๆ รวมกันและก่อตัวขึ้นจากการทำงานทีละอย่าง จากการเขียนไปสู่การวาด จากการวาดไปสู่การสร้างพื้นที่ จากพื้นที่หนึ่งไปสู่ผู้คน และจากผู้คนกลับไปสู่เมือง เมื่อถึงวันหนึ่ง วันที่ผมได้มองย้อนกลับไป ผมจึงเริ่มเห็นเส้นทางบางอย่างของตัวเองชัดขึ้นเรื่อย ๆ

2007-2009: เมื่อผมเริ่มเล่าเรื่องพิชัย

ปี 2007-2009 เป็นปีที่สำคัญสำหรับผม ช่วงเวลานั้นผมเริ่มเขียนหนังสือ “พิชัย เมืองเล็กแต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ” ในนาม “วิทยา ชี” เป็นหนังสือเกี่ยวกับการท่องเที่ยวและประวัติศาสตร์ของพิชัย ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2009 และหลังจากนั้นผมก็ทำงานอีกหลายด้านในจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะนักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและนักวาดภาพประกอบเรื่องพิชัยมาอย่างต่อเนื่อง

เอาตรง ๆ ตอนนั้นผมไม่ได้คิดว่ากำลังทำงานศิลปะเกี่ยวกับ “Place” หรือกำลังสร้าง Cultural Narrative อะไรเลย ผมเพียงรู้สึกว่า เมืองที่ผมอยู่ เมืองที่อากงผมมาขอแผ่นดินอาศัยนั้น มีเรื่องราวมากกว่าที่คนภายนอกมองเห็น ผมแค่อยากบันทึกมันเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ สถานที่ ผู้คน เรื่องเล่า และรายละเอียดเล็ก ๆ ที่อาจหายไปพร้อมกับกาลเวลา

และเมื่อย้อนกลับไป ผมคิดว่าหนังสือเล่มนั้นคือจุดเริ่มต้นของวิธีคิดที่ผมใช้ทำงานมาจนถึงวันนี้ คงเพราะผมมักคิดเสมอว่าก่อนที่เราจะสร้างความหมายให้กับสถานที่สถานที่หนึ่ง เราต้องเข้าใจและมองเห็นสถานที่นั้นในมุมมองที่หลากหลายเสียก่อน ต้องมองให้เห็นว่า ผลลัพธ์ของปัจจุบันนั้นเกิดจากเหตุการณ์อะไรบ้าง และแม้กระทั่งวิธีคิดของผู้คนในแต่ละยุคสมัยก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นั้น

2017 – เมื่อประวัติศาสตร์เริ่มกลับมาอยู่ในพื้นที่

ในปี 2017 ผมเริ่มมีบทบาทเกี่ยวกับการพูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและกำแพงเมืองพิชัยอย่างชัดเจนมากขึ้น ทั้งการเสวนาเรื่อง “กำแพงเมือง คูเมือง กับการพัฒนาท้องถิ่น” กับกรมธนารักษ์ รวมถึงการพูดเรื่องศิลปินกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และกำแพงเมืองกับการพัฒนาท้องถิ่นเมืองพิชัย รวมถึงการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ช่วงเวลานั้นผมเริ่มมองว่า กำแพงเก่าไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้าง คูเมืองไม่ได้เป็นเพียงร่องรอยทางโบราณคดี แต่มันคือ “ข้อความ” ที่เมืองทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังได้อ่าน หรืออาจเป็นร่องรอยบางอย่างที่คนรุ่นก่อนกำลังพยายามจะบอกบางสิ่งกับเรา

และศิลปะที่ผมต้องการใช้เป็นแกนกลางนั้น อาจช่วยทำให้ข้อความเหล่านั้นกลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง คำถามสำคัญในช่วงเวลานั้นจึงกลายเป็น “เราจะทำให้คนกลับมามองสถานที่เดิมด้วยมุมมองใหม่ได้อย่างไร”

2018 – เมื่อเมืองพิชัยกลับมาเป็นพื้นที่ของงานศิลปะ

ปี 2018 ผมจัดนิทรรศการ The Spirit of Ancient Phichai ที่บริเวณ กำแพงเมืองเก่าพิชัย ต่อมาก็นำผลงานเหล่านี้มาแสดงต่อที่ Phichai Gallery ในพิชัยซึ่งก็ใช้ส่วนหนึ่งของพื้นที่ ร้านก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นยาจีนครูเก่ง ด้วย และยังมีงาน Behind the Embody ซึ่งเป็นนิทรรศการสเก็ตช์ต่อเนื่องจากงาน Embody ที่พิชัยด้วย ในปีเดียวกัน ผมยังร่วมสร้างผลงานกับสถานที่อื่น ๆ เช่น Sawankhalok ผ่าน Art Farm – Rongna Baanrai Gallery House & Publisher และนิทรรศการ Inspiration Sawankhalok

ตอนนั้น แม้ผมอาจยังไม่ได้ใช้คำว่า “สถานที่กลายเป็นผลงาน” แต่ผมกำลังทดลองอยู่แล้วว่า

สถานที่หนึ่งจะสามารถเป็นทั้งแรงบันดาลใจ พื้นที่พักกายพักใจ พื้นที่ทำงาน และส่วนหนึ่งของงานศิลปะได้หรือไม่ ผมเริ่มเข้าใจว่า สถานที่ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเป็นฉากหลังของงาน บางครั้งสถานที่เองก็เป็นส่วนหนึ่งของงานได้

2019 – เมื่อสถานที่กลายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน

ปี 2019 เกิดอีกเหตุการณ์หนึ่งที่สำคัญกับความคิดเรื่องสถานที่ของผม คือ The Order of Time นิทรรศการแลกเปลี่ยนศิลปินไทย-เกาหลีที่ Maerawing Gallery จังหวัดสุโขทัย รวมถึงการแลกเปลี่ยนศิลปินและวัฒนธรรมไทย-เกาหลีที่สวรรคโลกและ Kenny’s House ในพิชัย และต่อเนื่องไปถึงคณะศิลปกรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เหตุการณ์ตรงนี้ทำให้ผมเห็นว่า สถานที่หนึ่งแห่งไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเล่าเพียงเรื่องเดียว เมื่อศิลปินจากอีกประเทศเข้ามา เขาอาจมองสถานที่เดียวกับเรา แต่เห็นคนละอย่าง และนั่นทำให้สถานที่มีความหมายเพิ่มขึ้น ผมเริ่มสนใจว่า หากเราเปิดพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามามอง เข้ามาใช้ชีวิต และเข้ามาสร้างงาน สถานที่นั้นจะเปลี่ยนไปอย่างไร

2020 – เมื่อกำแพงเมืองกลายเป็นหนังสือและงานศิลปะ

ปี 2020 ผมนำผลงานของผมไปจัดแสดงในงาน “กำแพงเมือง-คูเมือง…บอกเล่าเรื่องเมืองพิชัย” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในวันนั้นสำหรับผม กำแพงเมืองจึงไม่ใช่เพียงกำแพงอีกต่อไป มันกลายเป็นเรื่องเล่า กลายเป็นภาพ กลายเป็นหนังสือ และกลายเป็นวิธีที่ผมใช้ชวนคนกลับมาทำความเข้าใจเมือง

ผมเริ่มรู้สึกว่า บางครั้งการสร้างงานศิลปะไม่จำเป็นต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาเสมอไป แต่อาจเป็นการหยิบสิ่งที่มีอยู่แล้วกลับมาทำให้คนมองเห็นคุณค่าของมันอีกครั้ง หรืออีกหลาย ๆ ครั้งตามมุมมองของแต่ละคนก็ได้

2023 – Kenny’s House

ปี 2023 เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญ ผมเริ่ม Kenny’s House Phichai อย่างจริงจัง ในฐานะพื้นที่สร้างสรรค์ที่รวมศิลปะ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประสบการณ์การเดินทาง การเล่าเรื่อง และแนวคิด Art Retreat เข้าด้วยกัน แต่สำหรับผม Kenny’s House ไม่ได้เริ่มจากคำว่า “Art Space” มันเริ่มจากชีวิตจริง จากอาหาร จากก๋วยเตี๋ยว จากบ้าน จากการใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ผมคิดว่า ถ้าอยากให้คนรู้จักพิชัยมากขึ้น เราไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการบอกเขาว่า “นี่คือศิลปะ” แต่เราอาจเริ่มด้วย “มากินก๋วยเตี๋ยวกัน” “มากินเส้นสดทำเองด้วยกัน” แล้วค่อย ๆ พาเขาไปรู้จักภาพ รู้จักเรื่องราว รู้จักประวัติศาสตร์ รู้จักผู้คน และสุดท้ายออกไปเดินดูเมือง

ณ ช่วงเวลานั้น ผมมองอาหารที่ผมกำลังทำอยู่นั้นเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง จากอาหารสู่ศิลปะ
จากศิลปะสู่เมือง และจากเมืองสู่ประวัติศาสตร์ ภายในร้านที่ชื่อว่า “ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นยาจีนครูเก่ง” จากก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชามของผมเอง ความคิดก็ค่อย ๆ ขยายไปสู่การเชื่อมโยงอาหารและผู้คนในย่านเมือง พิชัย Kenny’s House จึงไม่ใช่เพียงสถานที่ที่ผมอยู่แต่มันเป็นจุดที่ผมอยากให้คนเริ่มต้นทำความรู้จักพิชัยเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ เมืองที่มีหลายอย่างซ่อนตัวอยู่ ซึ่งบางอย่างอาจอยู่ตรงหน้าเรา แต่เราไม่เคยคิดจะหยุดมองมันแบบจริงจังเสียที

2023 – ปัจจุบัน : บ้านที่เปิดรับศิลปิน

เมื่อ Kenny’s House เริ่มเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ มันก็กลายเป็นพื้นที่ที่ศิลปินสามารถเข้ามาพักและสร้างงานได้ ทั้งศิลปินไทยและศิลปินจากต่างประเทศ แต่จริง ๆ แล้ว ความคิดนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2014 วันนั้นผมชวนเพื่อนศิลปินชาวเกาหลีมาเที่ยวบ้าน และเราเริ่มสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน เขาเริ่มเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านของ Kenny และมุมมองที่เขามีต่อเมืองพิชัย ต่อมาเขานำเรื่องราวไปจัดพิมพ์เป็นหนังสือและจัดนิทรรศการศิลปะของเขาที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ในปี 2016 เหตุการณ์นั้นทำให้ผมเกิดความคิดเพิ่มขึ้นว่า ผมไม่ได้อยากให้ศิลปินเดินทางมาพิชัยเพียงเพื่อมาดูงานของผม แต่ผมอยากให้เขามาสร้างงานของเขาเอง มองพิชัยในแบบของเขาเอง บันทึกเมืองในแบบของเขาเอง แล้วนำสิ่งที่เขาเห็นกลับไป สถานที่ที่ผมเห็นจึงค่อย ๆ กลายเป็นเหมือน Studio ที่ไร้ผนัง

2024 – Phichai Colorful

ปี 2024 ความคิดนี้เริ่มขยับจากตัวผมออกไปสู่คนอื่น ผมจัด Workshop “สีสันเมืองพิชัย – Phichai Colorful” ครั้งแรกแบบเรียบง่าย เป็นการรวมศิลปินจากอุตรดิตถ์และพิษณุโลก ออกเดินย่านตลาดพิชัย เก็บภาพ วาดภาพ และสร้างงานร่วมกัน งานได้รับการตอบรับและถูกกล่าวถึงอย่างดี ซึ่งในปีเดียวกันยังมี Phichai Sketchers ที่ชวนผู้รักการวาดภาพออกไปสเก็ตช์พิชัย และ Uttaradit Sketchers ที่มีกลุ่มศิลปิน จาก Bangkok Sketchers ออกไปสเก็ตช์อุตรดิตถ์ ลับแล และพิชัยร่วมกัน

ตอนนั้นผมเริ่มเห็นชัดขึ้นว่า เมืองไม่จำเป็นต้องถูกเล่าด้วยสายตาของผมเพียงคนเดียว ศิลปินแต่ละคนเห็นไม่เหมือนกัน นักศึกษาก็เห็นไม่เหมือนกัน คนในพื้นที่ก็เห็นไม่เหมือนกัน และแน่นอนว่า ความแตกต่างเหล่านั้นเองที่ทำให้เมืองมีชีวิต

2025 – จากศิลปินไม่กี่คน สู่การบันทึกเมืองร่วมกัน

ในปี 2025 Phichai Colorful ขยายต่อเป็น Phichai Colorful 2 มีทั้งศิลปินจากอุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย นักศึกษาศิลปกรรมราชภัฏอุตรดิตถ์ และคนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมกับการบันทึกเมือง มีทั้ง Workshop ที่ Kenny’s House และการ Live Painting / Performance Art บนถนนคนเดินเมืองพิชัย ตรงนี้เองที่ความหมายของคำว่า “ผลงาน” สำหรับผมเริ่มเปลี่ยนไปอีกครั้ง

คงเพราะผลงานไม่ได้อยู่ที่ภาพหนึ่งภาพ แต่มันอยู่ในกระบวนการที่คนจำนวนหนึ่งออกไปมองเมืองพร้อมกัน ในปีเดียวกัน ผมยังเปิดตัวหนังสือ “เสียงจากหัวใจ กำลังใจให้ตัวเอง – The Presents to My Life…From Me” ร่วมกับนักเขียน “ทิมปะนี” ซึ่งมีภาพประกอบจากชุด 333 Coffee Paint ที่เคยมีบางส่วนไปจัดแสดงนิทรรศการ “The New World” ที่กรุงโซล เกาหลีใต้ ด้วย

งานบางอย่างจึงเดินทางไปมาระหว่าง ศิลปะ หนังสือ เมือง และผู้คน

2026 – เมื่อเมืองกลายเป็นเวที

ในปี 2026 ผมยังทำงานกับพื้นที่เมืองพิชัยผ่าน Live Painting และ Performance Art ในงานแสงสีเสียงเมืองพิไชย บริเวณถนนคนเดินริมแม่น้ำน่าน ผมเริ่มรู้สึกว่า เมืองไม่จำเป็นต้องมี “ห้องแสดงงาน” เสมอไป ถนนก็เป็น Gallery ได้ กำแพงก็เป็น Canvas ได้ ตลาดก็เป็น Exhibition Space ได้ และผู้คนที่เดินผ่านไปมาก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานได้ เมื่อคิดแบบนี้ เมืองทั้งเมืองก็มีโอกาสกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์โดยอัตโนมัติ

2026-จากเมืองจริงสู่ บอร์ดเกมเมืองพิชัย

เมื่อผมทำงานกับพิชัยมากขึ้น ผมเริ่มเห็นและรู้สึกว่า เมืองหนึ่งเมืองไม่ได้มีเพียงประวัติศาสตร์ที่เราบันทึกไว้ แต่ยังมีเรื่องราวอีกมากที่สามารถนำมาสร้างเป็นโลกที่ผู้คนเข้าไปสำรวจได้

นั่นจึงเป็นที่มาของ บอร์ดเกมเมืองพิชัย

ผมนำประวัติศาสตร์ สถานที่ แผนที่ ตัวละคร และเรื่องเล่าของพิชัย มาตีความใหม่ผ่านเกมที่ให้ผู้เล่นไม่ได้เป็นเพียงคนดูเรื่องราวของเมือง แต่เข้าไปอยู่ในเมืองนั้น และมีส่วนร่วมกับเรื่องราวด้วยตัวเอง

สำหรับผม นี่เป็นอีกก้าวหนึ่งของการทำงานกับสถานที่

จากเดิมที่ผมบันทึกเมืองลงในหนังสือ วาดเมืองลงบนกระดาษ นำคนเข้ามาเดิน วาด และทำกิจกรรมในเมือง จนมาถึงการสร้าง เมืองพิชัยในรูปแบบของโลกและเกม

เมืองจึงไม่ได้เป็นเพียง “สถานที่” อีกต่อไป แต่สามารถกลายเป็น เรื่องเล่า แผนที่ ตัวละคร และ ประสบการณ์ที่ผู้คนเข้าไปมีส่วนร่วมได้

และนี่ทำให้ผมเริ่มมองเห็นว่า ศิลปะกับเมืองอาจไม่ได้จบลงที่การสร้างภาพหนึ่งภาพ แต่อาจขยายไปสู่การสร้างโลกทั้งโลกขึ้นมาจากสถานที่จริงแห่งหนึ่งได้

วันนี้ – จากบ้านหนึ่งหลัง สู่ Kenny Alley : ตรอกพระนอน

วันนี้ผมกำลังเดินต่อไปอีกขั้นกับ Kenny Alley : ตรอกพระนอน โครงการนี้ยังอยู่ระหว่างการสร้างสรรค์ โดยมีทีมงานโครงการวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์คอยสนับสนุนความคิดและคิดร่วมผ่านข้อมูล โดยมีผู้คนร้านค้าที่รวมตัวกันเป็นทีมใน Kenny Alley ย่านเมืองพิชัย ร่วมกันสร้างฝันนี้ให้เติบโต

แน่นอนว่า ผมไม่ได้อยากทำให้ Kenny’s House เป็นจุดหมายสุดท้าย แต่อยากให้มันเป็น จุดเริ่มต้นโดย “แวะมาที่ตรอก แล้วออกไปเดินที่ย่าน” จากบ้านหนึ่งหลัง ออกไปสู่ตรอก จากตรอก ออกไปสู่ย่าน จากย่าน กลับไปพบกับเมืองพิชัย

ผมสนใจว่า ถ้าเราไม่ได้สร้างเพียง “สถานที่ท่องเที่ยว” แต่ค่อย ๆ ทำให้พื้นที่หนึ่งมีเรื่องราว มีคน มีศิลปะ มีอาหาร มีความทรงจำ และมีเหตุผลให้คนเดินเข้าไป มันจะกลายเป็นอะไร ซึ่งผมเองก็ยังอยู่ระหว่างค้นหาคำตอบ เพราะ Kenny Alley ยังไม่ใช่งานที่เสร็จแล้ว มันเป็น งานที่กำลังเกิดขึ้น และผมเองก็กำลังเฝ้าดูว่า ทิศทางที่มีแกนกลางเป็นศิลปะจะนำพาพวกเราไปต่อที่ตรงไหน และจะพาไปได้ไกลเพียงใด

และต่อไป – จากเมืองหนึ่ง สู่สามเมืองเก่า

อีกโครงการหนึ่งที่ผมกำลังทำและพัฒนาคือ พิชัย – ศรีสัชนาลัย – สวรรคโลก สาเหตุหนึ่งที่ผมสนใจเมืองเก่าเหล่านี้ เพราะผมไม่ได้มองมันเป็นเพียงสถานที่ท่องเที่ยวสามแห่งที่นำมาเรียงต่อกัน ผมมองเห็นเรื่องราวและความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงกัน ผมอยากลองเชื่อมโยง เมือง ประวัติศาสตร์ อาหาร ผู้คน ศิลปะ และการเดินทาง ให้กลายเป็นประสบการณ์เดียวกัน จาก Place ไปสู่ Route และจาก Route ไปสู่ประสบการณ์ใหม่ของการเดินทาง

แล้วสถานที่กลายเป็นผลงานได้อย่างไร?

ผมคิดว่าผมเองก็คงยังตอบคำถามนี้ไม่ได้ทั้งหมด แต่ตลอดเวลาที่ทำงานกับพิชัย ผมเริ่มเข้าใจบางอย่าง ผลงานศิลปะอาจไม่ได้จบลงตรงวันที่เรานำภาพไปแขวนบนผนังแล้วมีคนมาถามซื้อหรือมีนักสะสมจองล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนวันเปิด บางครั้งผลงานอาจเป็นกำแพงเก่าที่คนหยุดมอง อาจเป็นหนังสือที่ทำให้คนรู้จักเมือง ไม่ว่าจะเป็นบทความ นิยาย หรือหนังสือประวัติศาสตร์แบบตรงไปตรงมา บางทีอาจเป็นก๋วยเตี๋ยวเพียงหนึ่งชาม ที่ทำให้ใครบางคนเริ่มสนใจพิชัย อาจเป็นบ้านที่เปิดรับศิลปินจากต่างประเทศ อาจเป็นนักศึกษาคนหนึ่งที่ออกไปสเก็ตช์บ้านเก่า อาจเป็นศิลปินที่เดินทางมาจากอีกประเทศ แล้วมองเมืองของเราในมุมที่เราไม่เคยเห็น หรืออาจเป็นตรอกเล็ก ๆ ที่ทำให้คนที่แวะมาเกิดความอยากเดินต่อเข้าไปในย่าน

สิ่งเหล่านี้ทำให้งานศิลปะชิ้นนี้เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ความงามปรับรูป เปลี่ยนร่าง กระทั่งเปลี่ยนความคิดและเมื่อความคิดเปลี่ยน พฤติกรรมก็เปลี่ยน เมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน การลงมือทำก็เกิดขึ้น

เมืองหนึ่งเมืองจะกลายเป็นงานศิลปะได้อย่างไร?

ผมคิดว่าบางทีคำตอบคงไม่ได้อยู่ที่ว่า เราสร้างอะไรลงไปในเมือง แต่อยู่ที่ว่า เราทำให้คนกลับมามองเมืองนั้นอย่างไร ในมุมมองของเขาโดยอิสระจากการครอบงำทางความคิด มองเมืองอย่างที่มันเป็น

เมื่อมองย้อนกลับไป ตั้งแต่หนังสือ “พิชัย เมืองเล็กแต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ” ที่ถูกตีพิมพ์ในปี 2009 จนถึงร้าน ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋นยาจีนครูเก่ง, Kenny’s House, Phichai Colorful และ Kenny Alley ในวันนี้ ผมเห็นว่าผมไม่ได้เดินออกจากเรื่องเดิมเลย ศิลปะยังคงเป็นแกนหลักของเรื่องราว ผมเพียงค่อย ๆ ขยับจาก การเล่าเรื่องเมือง ไปสู่ การสร้างงานกับเมือง แล้วจาก การสร้างงานกับเมือง ไปสู่ การสร้างพื้นที่ให้คนเข้ามาพบเมือง และวันนี้ ผมกำลังทดลองว่า เราจะทำให้พื้นที่ทั้งพื้นที่กลายเป็นผลงานได้หรือไม่

จากบ้าน ไปสู่ตรอก จากตรอก ไปสู่ย่าน จากย่าน ไปสู่เมือง และจากเมืองหนึ่ง ไปสู่เมืองอื่น ๆ ในอนาคต

บางทีนี่อาจเป็นวิธีที่ผมทำงานศิลปะมาตลอด ผมไม่ได้เพียงสร้างงานศิลปะ ในสถานที่ แต่กำลังค่อย ๆ เรียนรู้ว่า “สถานที่เองก็สามารถกลายเป็นผลงานได้เช่นกัน” บางที สิ่งนี้อาจเป็นผลงานที่ไม่เคยเสร็จและไม่มีวันเสร็จเลยก็ได้

นั่นแหละ ความสมบูรณ์แบบไม่เคยมีอยู่จริง นั่นอาจเป็นคำตอบสุดท้ายสำหรับผมก็ได้

Kenny Keng (วิทยา ศรีม่วง)
Thai Contemporary Zen Artist