หนังสือเล่มแรกที่ทำให้ผมเริ่มมอง “สถานที่” ในแบบที่ไม่เหมือนเดิม
ตอนที่ผมเริ่มทำหนังสือเล่มนี้ ผมเองก็ไม่ได้รู้เลยว่า สิ่งที่กำลังทำจะพาผมไปไกลกว่าหนังสือหนึ่งเล่ม ตอนนั้นผมไม่ได้คิดเรื่อง Place-based Art ไม่ได้คิดเรื่องการทำงานศิลปะกับเมือง ไม่ได้คิดว่าจะมี Kenny’s House ไม่ได้คิดว่าจะมี Kenny Alley:ตรอกพระนอน ย่านเมืองพิไชย และไม่ได้คิดว่าวันหนึ่งผมจะสร้างเกมที่มีเมืองพิชัยเป็นโลกของเรื่องราวที่ให้คนได้รูสึกถึงเมืองพิชัย ณ ห้วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์
เวลานั้นผมแค่รู้สึกว่า เมืองที่ผมอยู่ มีบางอย่างที่ผมอยากทำความรู้จักให้มากกว่านี้ และความรู้สึกนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของหนังสือ “พิชัย เมืองเล็ก แต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ” ขึ้นมา
ทำไมผมจึงต้องเขียนเรื่องพิชัย
พิชัยเป็นบ้านของผม ผมคุ้นเคยกับถนนหลายสาย รู้จักสถานที่หลายแห่ง และเห็นผู้คนใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เด็กแต่บ่อยครั้งที่ความคุ้นเคยทำให้เรามองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หลายคนเดินผ่านกำแพงเมืองเก่าโดยไม่เคยถามว่ามันเคยเกิดอะไรขึ้น เดินผ่านวัดโดยไม่รู้ว่าเคยมีเรื่องราวอะไรอยู่ข้างใน รู้จักชื่อสถานที่ แต่ไม่รู้ว่าชื่อนั้นมีที่มาอย่างไร และเมื่อออกไปพบปะกับผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ ผมก็พบว่าคนจำนวนไม่น้อยแทบไม่รู้จักพิชัยจริง ๆ เลย
มีหลายครั้งเลยที่ผมถูกถามว่า “พิชัยอยู่ที่ไหน?” ผมก็ต้องเริ่มอธิบายใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกว่า เมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ไม่ได้ไม่มีเรื่องราว แต่บางที มันยังไม่มีใครเล่าเรื่องของมันมากพอ นั่นเป็นความรู้สึกง่าย ๆ ที่ผลักให้ผมเริ่มค้นหา
“พิชัย เมืองเล็ก แต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ”
ประโยคนี้กลายเป็นชื่อหนังสือที่เกิดขึ้นจากความรู้สึกนั้น แน่นอนว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าพิชัยยิ่งใหญ่กว่าเมืองอื่น ไม่ได้คิดว่าหนังสือของผมจะสามารถบันทึกเรื่องราวของเมืองได้ทั้งหมด และไม่ได้บอกว่าผมนั้นรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับเมืองพิชัย
ตรงกันข้าม เมื่อนานวันเข้า ยิ่งค้นหา ผมยิ่งรู้ว่ามีเรื่องอีกมากที่ผมไม่รู้ ชื่อ “เมืองเล็ก แต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ” จึงเป็นทั้งชื่อหนังสือและคำถามของผมในเวลาเดียวกัน ถ้าเมืองนี้มีเรื่องราวมากมาย แล้วทำไมคนถึงยังไม่ค่อยเห็นมัน? ผมอยากลองหาคำตอบด้วยวิธีที่ผมทำได้ในเวลานั้น คือ การเขียน
ผมไม่ได้แค่เขียน ผมลงไปทำความรู้จักเมือง
การทำหนังสือทำให้ผมรู้ว่า ถ้าผมอยากเล่าเรื่องเมือง ผมคงนั่งอยู่กับโต๊ะแล้วเขียนจากความทรงจำของตัวเองไม่ได้ ผมต้องออกไปหา ผมเริ่มค้นเอกสาร ค้นข้อมูลเก่า เดินดูสถานที่ พูดคุยกับผู้คน ฟังเรื่องเล่าจากคนในพื้นที่ ดูร่องรอยของเมือง และพยายามเอาสิ่งต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายเหล่านั้นมาปะติดปะต่อกัน บางเรื่องอยู่ในเอกสาร บางเรื่องอยู่ในภาพถ่าย บางเรื่องอยู่ในสถานที่ บางเรื่องอยู่ในความทรงจำของคนที่ต่างยุคสมัย
ผมพบว่า เรื่องเล่าของเมืองไม่ได้อยู่เฉพาะในสิ่งที่เป็น “ประวัติศาสตร์ทางการ” แต่มันอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนด้วย อยู่ในร้านค้า อยู่ในบ้าน อยู่ในวัด อยู่ในตลาด อยู่ในถนน อยู่ในอาหาร และอยู่ในเรื่องเล็ก ๆ ที่คนรุ่นหนึ่งจำได้ แต่คนอีกรุ่นหนึ่งอาจกำลังจะลืม ตรงนี้เองที่ผมเริ่มเรียนรู้บางอย่างโดยไม่รู้ตัวว่า ถ้าอยากเข้าใจสถานที่ เราต้องใช้เวลาอยู่กับมันให้มากที่สุด
หนังสือหนึ่งเล่มจึงกลายเป็นวิธีเรียนรู้เมือง
ตอนนั้นผมอาจคิดว่าผมกำลัง “หาข้อมูลเพื่อเขียนหนังสือ” แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้ ผมคิดว่าจริง ๆ แล้วผมกำลังฝึกบางอย่างที่สำคัญกว่านั้น ผมกำลังฝึก การมอง มองสถานที่ มองผู้คน มองรายละเอียด มองความเปลี่ยนแปลง และมองสิ่งที่คนส่วนใหญ่อาจเดินผ่านโดยไม่ได้สังเกต นี่เป็นทักษะที่ติดตัวผมมาจนถึงวันนี้ และผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่า วิธีทำหนังสือในวันนั้น กำลังสอนผมให้ทำงานกับสถานที่ ในวันนี้
ทำไมผมจึงรู้สึกว่า “ตัวหนังสืออย่างเดียว” ไม่พอ
เมื่อผมทำหนังสือไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มรู้สึกว่า เมืองไม่ได้มีเพียงเรื่องให้เล่า แต่มันมี ภาพ มีรูปร่าง มีบรรยากาศ มีสี มีกลิ่น มีรสชาติ มีร่องรอย มีระยะทาง มีความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่กับผู้คน ผมจึงไม่ได้อยากให้หนังสือมีแต่ตัวหนังสือ ผมอยากวาด อยากทำแผนที่ อยากบันทึกสถานที่ อยากให้คนเห็นเมืองผ่านสายตาอีกแบบหนึ่ง เพราะบางครั้งเราสามารถอธิบายสถานที่หนึ่งด้วยคำพูดหลายร้อยคำ แต่ภาพเพียงภาพเดียวอาจทำให้คนรู้สึกกับสถานที่นั้นได้ทันที ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่า “ศิลปะกับสถานที่” ผมเพียงรู้สึกว่า การเล่าเมืองด้วยตัวหนังสือเพียงอย่างเดียวไม่พอแน่
หลังจากหนังสือ เมืองไม่ได้จบลงในหน้ากระดาษ
เมื่อหนังสือเสร็จ ในใจผมคิดว่าควรจะจบเรื่องได้แล้ว แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นหนังสือเล่มนั้นเหมือนเปิดประตูบางอย่างขึ้นมา จากหนังสือ ผมเริ่มวาดเมือง จากการวาด ผมเริ่มทำงานบนพื้นที่จริงด้วยการออกสัมภาษณ์ บันทึกเป็นสารคดีเล่าเรื่องเมือง จากพื้นที่ ผมก็เริ่มทำกิจกรรมกับผู้คน จากนั้นจึงค่อย ๆ เกิดงานและโครงการต่าง ๆ ตามมา จากหนังสือ สู่การวาดเมือง กลายเป็นการสร้างงานบนกำแพงเมืองเก่า ส่งต่อไปยัง Kenny’s House สู่การบันทึกเรื่องราวของเมืองพิชัยในช่องยูทูป สู่กิจกรรม Phichai Colorful และมาถึง Kenny Alley กระทั่งสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลาย ๆ คนในการลุกขึ้นมาทำบางอย่างให้กับเมืองที่ตนรัก อาศัย และสร้างอาชีพให้กับตน
วันนี้เมื่อมองย้อนกลับไป ผมจึงเห็นว่าสิ่งที่ผมทำมันไม่ได้เป็นโครงการที่แยกจากกัน มันกลายเป็นเส้นทางเดียวกัน เพียงแต่ในแต่ละช่วงผมใช้วิธีเล่าเรื่องแตกต่างกัน ใช้หนังสือบ้าง ภาพวาด วีดีโอ สารคดี งานศิลปะบ้าง บางครั้งใช้ก็พื้นที่ บางครั้งใช้กิจกรรม และบางครั้งใช้อารมณ์ที่อยู่ในเกมอย่าง PHICHAI : เมืองลับ เพราะผมเริ่มเชื่อแล้วว่า เรื่องราวของเมืองไม่จำเป็นต้องถูกเล่าด้วยวิธีเดียว และแน่นอนว่าแกนกลางของการสร้างสรรค์เหล่านั้น คือ ศิลปะ
จาก “การบันทึกเมือง” สู่ “การทำงานกับเมือง”
นี่อาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของผม ตอนแรกผมคิดว่า ผมกำลังบันทึกเมืองพิชัย แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผมเริ่มรู้สึกว่า ผมกำลังทำงานกับเมืองพิชัย ความแตกต่างของสองคำนี้เล็กมาก แต่สำหรับผม มันเปลี่ยนวิธีคิดทั้งหมด การบันทึก คือการมองสิ่งที่มีอยู่แล้วและเก็บมันไว้ แต่การทำงานกับเมือง คือการเข้าไปมีส่วนร่วม สร้างบางอย่าง ชวนผู้คนเข้ามา ทดลองบางอย่าง ตั้งคำถามใหม่ และดูว่าสิ่งนั้นจะทำให้คนกลับมามองสถานที่เดิมอย่างไร
ผมไม่ได้ต้องการสร้างพิชัยขึ้นมาใหม่ ผมเพียงอยากทดลองว่า เราสามารถทำให้คนมองเห็นพิชัยในมุมใหม่ได้หรือไม่ และในขณะเดียวกันผู้คนก็สามารถสร้างมุมมองใหม่ของตนที่มีกับเมืองพิชัยนี้ได้ด้วยเช่นกัน
แล้ววันนี้ผมมองหนังสือเล่มนั้นอย่างไร
เวลาผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้ว ถ้านับจากช่วงที่ผมเริ่มรวบรวมเรื่องราวในปี 2007 จนถึงวันนี้ในปี 2026 ผมกลับไปมองหนังสือเล่มนั้นด้วยความรู้สึกที่ต่างจากเดิมมากโขอยู่ ตอนนั้นผมเห็นมันเป็น หนังสือเกี่ยวกับเมืองพิชัย แต่วันนี้ผมกลับเห็นมันเป็น บันทึกจุดเริ่มต้นของวิธีคิดของตัวเอง ผมมองเห็นชายคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน ยังไม่ได้มีคำว่า Place-based Art อยู่ในความคิด ยังไม่ได้คิดเรื่องการสร้างพื้นที่ ยังไม่ได้คิดเรื่องการทำงานศิลปะกับชุมชน แต่เขามีความรู้สึกอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมาก คือ ไม่อยากให้สิ่งที่มีคุณค่าถูกมองข้าม ไม่อยากให้พื้นที่ที่ถูกเลือกพร้อมให้ความสำคัญในอดีตถูกปล่อยปะละเลย และเมื่อมองย้อนกลับไปผมคิดว่าความรู้สึกนั้นยังอยู่กับผมจนถึงวันนี้
19 ปีผ่านไป กับสิ่งที่ผมเห็นมากขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ใช่แค่พิชัย แต่คือ สายตาของผมเอง เมื่อก่อนผมอาจมองเมืองผ่านสถานที่ วันนี้ผมมองผ่านความสัมพันธ์ สถานที่กับความทรงจำ ผู้คนกับพื้นที่ ศิลปะกับชีวิต อดีตกับปัจจุบัน และเรื่องเล่ากับอนาคต ผมเริ่มเข้าใจว่า เมืองไม่ใช่เพียงสิ่งที่เรามองเห็น เมืองคือสิ่งที่เรามีความสัมพันธ์ด้วย และถ้าเราอยากให้เมืองมีชีวิต บางครั้งสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การสร้างสิ่งใหญ่โต แต่คือการทำให้ผู้คนกลับมารู้สึกว่า “สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเรานี่ มีความหมาย”
หนังสือเล่มแรกกับงานที่ยังไม่จบ
วันนี้ผมไม่ได้คิดว่าหนังสือ “พิชัย เมืองเล็ก แต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ” เป็นผลงานที่จบสมบูรณ์แล้ว ผมกลับมองมันเหมือนเมล็ดเล็ก ๆ เมล็ดหนึ่ง มันเริ่มจากการเขียน แล้วแตกแขนงออกไปเป็นการวาด เป็นงานศิลปะ เป็นพื้นที่ เป็นกิจกรรม เป็นเรื่องเล่า เป็นการเดินทาง เป็นเกม และเป็นความพยายามที่จะทำให้เมืองแห่งหนึ่งกลับมาอยู่ในสายตาของผู้คน เมื่อมองย้อนกลับไป ผมจึงรู้สึกว่าตอนนั้นผมคิดว่า ผมกำลังเขียนหนังสือเกี่ยวกับพิชัย แต่วันนี้ผมกลับคิดว่า หนังสือเล่มนั้นอาจเป็นงานชิ้นแรกที่ทำให้ผมเริ่มเข้าใจว่า สถานที่เองก็สามารถเป็นผลงานศิลปะได้ และบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่เรื่องของพิชัยยังไม่จบ เพราะผมเองก็ยังไม่ได้หยุดค้นหา ยังไม่ได้หยุดวาด ยังไม่ได้หยุดสร้าง และยังไม่ได้หยุดถามว่า เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่ถูกมองข้าม กลับมาถูกมองเห็นอีกครั้ง
เกือบ 20 ปีผ่านไป คำถามนั้นยังอยู่ เพียงแต่วันนี้ผมมั่นใจว่าผมมีวิธีตอบมันมากกว่าหนึ่งวิธีแล้ว
Kenny Keng (วิทยา ศรีม่วง)
Thai Contemporary Zen Artist
สร้างงานศิลปะผ่านความทรงจำ สถานที่ และเรื่องราวของผู้คน