The Spirit of Ancient Phichai 2018 : เมื่อกำแพงเมืองกลายเป็นพื้นที่ศิลปะ หลายครั้งที่ผมสร้างผลงานศิลปะ มันไม่ได้เริ่มต้นจากการที่ศิลปินหยิบพู่กันขึ้นมา แต่มันเริ่มจากการเดินเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่ง แล้วเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงสถานที่แห่งนี้เลย แต่ใช้ศิลปะทำให้คนมองมันใหม่ จะเป็นอย่างไร?”

คำถามแบบนี้อยู่กับผมมาตั้งแต่สมัยเรียน และค่อย ๆ เดินทางมากับผม จนผมกลับมาทำงานเกี่ยวกับเมืองพิชัยอย่างจริงจัง ซึ่งหลังจากกลับจากการแสดงงานที่เกาหลีใต้ประมาณหนึ่งปี ในปี 2018 ผมได้ทดลองคำถามนี้อีกครั้งผ่านผลงานชุด The Spirit of Ancient Phichai

ตอนนั้นผมยังไม่ได้เรียกสิ่งที่กำลังทำว่า Place-based Art เหมือนที่ผมใช้ทำความเข้าใจงานของตัวเองในวันนี้

ผมเพียงรู้สึกว่า พิชัยมีบางอย่างที่ผมอยากทำงานด้วย และครั้งนั้น ผมอยากลองดูว่า ศิลปะจะเข้าไปทำงานร่วมกับสถานที่จริงได้อย่างไร

กำแพงเมืองไม่ใช่เพียงกำแพง

ก่อนทำงานชุดนี้ ผมใช้เวลาหลายปีทำงานเกี่ยวกับพิชัย ทั้งการเขียน การวาดภาพ และการค้นคว้าเรื่องราวของเมือง ผมเริ่มมองเห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น” ไม่ได้อยู่เฉพาะในหนังสือ มันอยู่ในถนน อยู่ในบ้านเก่า อยู่ในวัด อยู่ในผู้คน และอยู่ในสิ่งที่เหลืออยู่จากอดีต

หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ผมสนใจมากคือ กำแพงเมืองและคูเมืองพิชัย ซึ่งผมไม่ได้มองมันเพียงในฐานะโบราณสถาน แต่เริ่มมองว่า กำแพงเหล่านี้เป็นเหมือนข้อความที่เมืองทิ้งเอาไว้ แม้คนในอดีตไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว แต่ร่องรอยของพวกเขายังอยู่ คำถามสำหรับผมจึงไม่ได้มีเพียง “กำแพงนี้สร้างเมื่อไร?” แต่เป็น “วันนี้เราจะอ่านสิ่งที่กำแพงกำลังบอกเราอย่างไร?”

ในช่วงก่อนการสร้างงาน ผมเองก็มีโอกาสศึกษาพูดคุยเรื่องกำแพงเมือง คูเมือง และการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงเรื่องศิลปินกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น พื้นที่หนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษคือบริเวณด้านทิศเหนือของกำแพงเมืองพิชัย ซึ่งในเวลานั้นเป็นพื้นที่ที่ถูกปิดกั้นและมีปัญหาการรุกล้ำมานาน

สิ่งเหล่านี้ค่อย ๆ ทำให้ผมมองสถานที่เปลี่ยนไป จากสิ่งที่ควรศึกษา ไปสู่สิ่งที่สามารถนำมาสนทนาผ่านศิลปะได้

ผมไม่ได้เอากำแพงเมืองมาเป็นฉากหลัง

นี่อาจเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของงานชุดนี้ ผมไม่ได้คิดว่า “เราจะวาดรูปกำแพงเมืองพิชัยให้สวยอย่างไร?” เพราะถ้าทำแบบนั้น กำแพงเมืองก็ยังเป็นเพียง “หัวข้อ” ของภาพ แต่สิ่งที่ผมสนใจมากกว่าคือ จะทำอย่างไรให้กำแพงเมืองกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสร้างงาน

สถานที่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฉากหลังให้กับศิลปิน แต่สถานที่เข้ามามีส่วนกำหนดว่าเราจะสร้างงานอย่างไร เมื่อผมเข้าไปอยู่ตรงนั้น ผมต้องมองแสง มองพื้นผิว มองร่องรอยของเวลา มองต้นไม้ มองผู้คนที่เดินผ่าน และมองความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่เหลืออยู่กับสิ่งที่หายไป

ผมไม่ได้กำลังวาด “กำแพง” แต่ผมกำลังพยายาม ฟังว่าสิ่งที่อยู่รอบกำแพงนั้นกำลังสื่อสารอะไรกับผมอยู่

The Spirit of Ancient Phichai

The Spirit of Ancient Phichai เกิดขึ้นในปี 2018 ในฐานะงาน Conceptual Art ซึ่ง เลานั้น Archive เดิมของผมบันทึกว่า กิจกรรมเปิดและ Workshop จัดขึ้นบริเวณกำแพงเมืองพิชัยในวันที่ 16 มีนาคม 2018 ก่อนนำผลงานไปจัดแสดงต่อที่ PHICHAI GALLERY & NOODLES ระหว่างวันที่ 16 มีนาคม–11 เมษายน 2018

ทันทีที่ผมได้มองย้อนกลับไปในวันนั้น ถึงวันนี้ผมรู้สึกว่าส่วนที่สำคัญที่สุดของงานอาจไม่ใช่ช่วงเวลาที่นำภาพไปแขวนในพื้นที่แสดงงาน แต่ผมว่ามันคือช่วงเวลาที่เรา เอาศิลปะกลับไปอยู่ในสถานที่จริงต่างหาก เพราะทันทีเมื่อศิลปินและผู้คนเข้าไปอยู่ตรงกำแพงเมือง กำแพงนั้นจะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่เรามอง แต่มันจะกลายเป็นสิ่งที่เราต้อง “พบ” ซึ่งนั่น หมายถึงการเกิดประสบการณ์ใหม่

วันนั้นไม่ได้มีเพียงผมคนเดียว

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากบันทึกเพิ่มเติมเมื่อกลับมาอ่านงานนี้ในวันนี้ คือ The Spirit of Ancient Phichai ไม่ได้เกิดขึ้นในฐานะผมเป็นศิลปินคนหนึ่งที่เดินเข้าไปทำงานกับกำแพงเพียงลำพัง

ณ ช่วงเวลานั้น ข่าวร่วมสมัยของ ไทยรัฐออนไลน์ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 บันทึกว่า อำเภอพิชัยร่วมกับผมจัดกิจกรรม “จิตวิญญาณแห่งเมืองโบราณ (The Spirit of Ancient)” บริเวณกำแพงเมืองพิชัยด้านทิศเหนือ และมีศิลปินจาก 4 เมืองประวัติศาสตร์ ได้แก่ สวรรคโลก สุโขทัย พิษณุโลก และพิชัย มากกว่า 10 คน รวมทั้งศิลปินรุ่นเยาว์และผู้สนใจเข้าร่วม

ในพื้นที่ไม่ได้มีเพียงภาพวาดแต่มีความรู้สึกร่วมกัน

มีงานที่ใช้สื่อและวิธีการแตกต่างกัน ทั้งภาพวาด บทกวี และบทเพลง รวมถึงการสร้างผลงานที่เกิดขึ้นสด ๆ ภายในพื้นที่ผลงานถูกจัดวางแทรกไปกับต้นไม้และพื้นที่ภายในกำแพงเมือง ทำให้ภูมิทัศน์เดิมกลายเป็นส่วนหนึ่งของการรับชมงานศิลปะไปโดยธรรมชาติ

สำหรับผม นี่เป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะมันทำให้คำว่า Art Journey ไม่ได้หมายถึงเพียงการเดินทางของผลงานจากสถานที่หนึ่งไปอีกสถานที่หนึ่งแต่มันหมายถึง การเดินทางของศิลปิน ความคิด ผู้คน และสถานที่ไปพร้อมกัน

เมื่อสื่อมวลชนเข้ามามองพื้นที่เดียวกัน

สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้นไม่ได้อยู่เฉพาะในวงการศิลปะ “ไทยรัฐ” นำเสนอข่าวกิจกรรมภายใต้พาดหัวที่เชื่อมโยงกับกระแส “ออเจ้า” จากละคร บุพเพสันนิวาส และการวาดภาพ “การะเกด” ซึ่งสะท้อนว่ากิจกรรมสามารถเชื่อมเรื่องศิลปะ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และกระแสวัฒนธรรมร่วมสมัยเข้าด้วยกันได้

แต่สำหรับผม ส่วนที่สำคัญกว่ากระแสละครคือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับพื้นที่จริง

ข่าวระบุอย่างชัดเจนว่า กิจกรรมนี้ถูกมองว่าเป็นครั้งแรกของเมืองพิชัยที่นำงานศิลปะเข้าไปสร้างสรรค์บริเวณกำแพงเมือง และตั้งใจใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็น “ห้องโถงธรรมชาติ” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ต่อพื้นที่ประวัติศาสตร์

นั่นทำให้ผมย้อนกลับมาคิดว่า บางทีเราไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารใหม่เพื่อสร้างพื้นที่ศิลปะ

บางครั้ง

พื้นที่นั้นมีอยู่แล้ว

หน้าที่ของเราเพียงต้องทำให้ผู้คนกลับไปมองเห็นและเกิดความรู้สึกร่วมกันอีกครั้ง

แล้วงานครั้งนั้นส่งผลอะไร?

ผมคิดว่าคำถามนี้สำคัญ เพราะเมื่อเวลาผ่านไปเกือบสิบปี เราสามารถมองย้อนกลับไปโดยไม่ต้องพูดเกินจริง ผมจึงอยากแยกผลกระทบออกเป็นสองส่วน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับพื้นที่และผู้คนในเวลานั้น

จากหลักฐานข่าวร่วมสมัย เราพูดได้อย่างชัดเจนว่า กิจกรรมนี้มีเป้าหมายมากกว่าการจัดแสดงงานศิลปะ อำเภอพิชัยและกลุ่มศิลปินใช้กิจกรรมเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์เมืองพิชัยในฐานะแหล่งเรียนรู้และท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ และต้องการปลุกจิตสำนึกให้คนในพื้นที่เห็นคุณค่าและหวงแหนมรดกที่บรรพบุรุษทิ้งไว้

การมีศิลปินจากหลายเมืองประวัติศาสตร์เข้ามาร่วมกัน ก็ทำให้กำแพงเมืองพิชัยไม่ได้ถูกพูดถึงเพียงในฐานะสถานที่ของคนพิชัย แต่มันกลายเป็นพื้นที่ที่ศิลปินจากหลายพื้นที่เข้ามาพบกัน และเกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างศิลปะ ประวัติศาสตร์ และชุมชน

แต่ผลกระทบที่เกิดกับผมกลับอยู่ยาวนานกว่านั้น

สำหรับผม ผลกระทบที่ชัดที่สุดไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเข้าชมงาน แต่อยู่ที่วิธีคิดของผมเอง ซึ่งหลังจากจบงาน ผมเริ่มเข้าใจบางอย่างเพิ่มขึ้นว่า ผลงานศิลปะไม่ได้จำเป็นต้องจบลงเมื่อการจัดแสดงจบลง สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมจากงานนี้ไม่ได้หายไปพร้อมกับการรื้อถอนนิทรรศการ แต่ มันกลับกลายเป็นวิธีคิดใหม่ในการทำงาน

จากเดิมที่ผมเคยถามว่า “ผมจะสร้างงานอะไรดี?” คำถามค่อย ๆ เปลี่ยนเป็น “ผมจะทำงานกับสถานที่นี้อย่างไร?”

และต่อมาก็กลายเป็น “สถานที่นี้จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงานได้อย่างไร?” ความแตกต่างระหว่างคำถามสองแบบนี้ทำให้วิธีทำงานของผมเปลี่ยนไปมากในปัจจุบัน

เมื่อสถานที่เริ่มสอนศิลปิน

สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากการทำงานกับกำแพงเมืองคือ สถานที่มีความทรงจำของมันเอง เราไม่สามารถเข้าไปในสถานที่หนึ่งแล้วคิดว่าเรารู้ทุกอย่างเกี่ยวกับมัน แม้เราจะอ่านหนังสือ ศึกษาประวัติศาสตร์มา หรือ ได้เกิดและเติบโตอยู่ใกล้สถานที่นั้น

ทันทีที่เราเริ่มเข้าไปทำงานจริง สถานที่แห่งนั้นก็ยังมีบางอย่างให้เราเรียนรู้อยู่เสมอ ผมจึงเริ่มรู้สึกว่า การทำงานศิลปะกับสถานที่ไม่ใช่การที่ศิลปินเข้าไป “เติมความหมาย” ให้กับสถานที่เพียงฝ่ายเดียว แต่มันเป็นการแลกเปลี่ยนให้กันและกัน

ศิลปินมองสถานที่
สถานที่สะท้อนกลับมาหาศิลปิน

และบางครั้ง สิ่งที่เราได้กลับมาอาจไม่ใช่ภาพหนึ่งภาพ แต่อาจเป็นคำถามใหม่ที่ท้าทายที่อาจจะอยู่กับเราไปอีกหลายปี

จากกำแพงเมืองสู่หนังสือ

สิ่งที่น่าสนใจเมื่อมองย้อนกลับไป คือเรื่องของกำแพงเมืองไม่ได้จบลงพร้อมกับ The Spirit of Ancient Phichai

ในเวลาต่อมา ผมกลับมาทำงานกับเรื่อง กำแพงเมือง–คูเมืองพิชัย อีกครั้ง ทั้งในรูปแบบงานศิลปะ หนังสือ และการพูดคุยเรื่องการอนุรักษ์และการพัฒนาเมือง ในปี 2020 มีการจัดนิทรรศการและเสวนา “กำแพงเมือง-คูเมือง…บอกเล่าเรื่องเมืองพิชัย” ซึ่งพูดถึงมรดกทางภูมิวัฒนธรรม การดูแลรักษา และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ศิลปิน นักคิด และผู้เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์เข้าร่วม

เมื่อมองย้อนกลับไป ผมจึงเห็นว่า กำแพงเมืองไม่ได้เป็นเพียงหัวข้อหนึ่งของงานปี 2018 แต่มันกลายเป็นหนึ่งในเส้นทางการทำงานของผม จากศิลปะไปสู่การบันทึก จากการบันทึกไปสู่การตั้งคำถามเรื่องการอนุรักษ์ และจากการอนุรักษ์ กลับมาสู่การสร้างความหมายให้กับเมืองอีกครั้ง

จาก The Spirit of Ancient Phichai มาถึงงานของผมในวันนี้

ในปี 2018 ผมอาจยังไม่ได้ใช้คำว่า Place-based Art แต่วันนี้ เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมเห็นว่าความคิดนั้นเริ่มปรากฏอยู่แล้ว ผมไม่ได้เพียงสร้างงานศิลปะ ใน พิชัย แต่กำลังเรียนรู้ว่าจะสร้างงานศิลปะ ร่วมกับ พิชัยได้อย่างไร

หลังจากนั้นความคิดนี้ค่อย ๆ เดินทางต่อ จากกำแพงเมืองไปสู่หนังสือ จากหนังสือไปสู่พื้นที่ จากพื้นที่ไปสู่ผู้คน จากผู้คนกลับไปสู่เมืองอีกครั้ง

และต่อมาแนวคิดนี้ก็ปรากฏในงานและพื้นที่อื่น ๆ ของผม ทั้ง Kenny’s House, Phichai Colorful และ Kenny Alley

เมื่อมองจากวันนี้ ผมจึงเห็นเส้นทางบางอย่างชัดขึ้น ผมไม่ได้เพียงสร้างงานศิลปะในพิชัย แต่ผมกำลังเรียนรู้ว่า

จะสร้างงานศิลปะร่วมกับพิชัยได้อย่างไร

สิ่งที่ผมเรียนรู้จากกำแพงเมือง

ถ้าถามวันนี้ว่า The Spirit of Ancient Phichai สอนอะไรผม ผมคงตอบว่ามีอยู่สามเรื่อง

1. สถานที่ไม่ใช่ฉากหลัง

สถานที่มีความทรงจำ มีบริบท และมีเสียงของตัวเอง สำหรับศิลปินแล้วจึงควรฟังอย่างตั้งใจก่อนที่จะสร้างสรรค์สิ่งใด

2. ศิลปะไม่จำเป็นต้องสร้างสิ่งใหม่เสมอไป

มีอยู่หลาย ๆ ครั้งที่งานศิลปะทำได้ดีที่สุด คือทำให้ผู้คนได้เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้ว ซึ่งแน่นอนว่ากำแพงเดิมอาจไม่ได้เปลี่ยนไปเลย แต่สายตาของคนที่มองมันอาจเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เคยมองเห็น

3. งานศิลปะบางงานอาจไม่มีวันเสร็จ

เพราะเมื่อเราทำงานกับสถานที่จริง งานจะเดินทางต่อไปพร้อมกับสถานที่ กำแพงยังอยู่ เมืองยังเปลี่ยน ผู้คนยังเข้ามาและจากไป และความทรงจำใหม่ก็เกิดขึ้นในทุกวัน

ดังนั้น งานที่เริ่มต้นจากกำแพงเมืองในปี 2018 จึงอาจไม่ได้จบลงในปี 2018 แต่มันคงยังเดินทางต่อมาในงานของผมจนถึงวันนี้

จากกำแพงเมืองสู่เมืองทั้งเมือง

วันนี้ผมกลับมามองเส้นทางทั้งหมดแล้วรู้สึกว่า บางที The Spirit of Ancient Phichai อาจเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของความคิดที่ผมกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ถนนสามารถเป็น Gallery ได้ บ้านสามารถเป็น Studio ได้ ตรอกสามารถเป็นพื้นที่ศิลปะได้ ตลาดสามารถเป็น Exhibition Space ได้ และเมืองทั้งเมืองก็อาจกลายเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ได้

ผมไม่ได้หมายความว่าเราต้องเปลี่ยนเมืองให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ตรงกันข้ามนะ ผมคิดว่าเราเพียงต้องเรียนรู้ที่จะ มองเมืองที่มีอยู่แล้วให้เห็นมากขึ้นกว่าเดิม

สำหรับผม ศิลปะจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างภาพที่สวยขึ้น บางครั้งศิลปะอาจมีหน้าที่ทำให้เรา หยุด มอง ฟัง และจำ ถึงสิ่งที่กำลังจะหายไป

The Spirit of Ancient Phichai ในวันนี้

เมื่อผมย้อนกลับไปดูภาพ บันทึก ข่าว และวิดีโอจากงานในปี 2018 ผมไม่ได้มองมันด้วยสายตาของคนที่กำลังจะจัดนิทรรศการอีกแล้ว แต่ผมมองมันในฐานะ บทหนึ่งของการเรียนรู้

ซึ่งตอนนั้นผมกำลังทดลองว่า ศิลปะจะเข้าไปทำงานกับสถานที่จริงได้อย่างไร?

มาถึงวันนี้ผมคิดว่าคำตอบยังไม่สมบูรณ์ และแน่นอนว่า ผมเองก็ไม่ได้ต้องการให้มันสมบูรณ์

เพราะถ้ามีคำตอบที่สมบูรณ์แล้วก็แน่นอนเหลือเกินว่า งานนั้นก็คงจำเป็นต้องหยุดเดินทาง

สำหรับผม งานศิลปะที่ดีอาจไม่ใช่งานที่ให้คำตอบสุดท้าย แต่อาจเป็นงานที่ทำให้เราอยากกลับไปถามคำถามเดิมอีกครั้ง คราวนี้การมองเห็นคงมองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

วันนี้กำแพงเมืองพิชัยยังอยู่ตรงนั้นเหมือนเดิม แต่สำหรับผม มันไม่ใช่กำแพงเดิมอีกต่อไปเพราะครั้งหนึ่ง ผมเคยเข้าไปยืนอยู่ตรงนั้น และลองฟังว่า เมืองกำลังพูดอะไรกับเรา

https://kennyart.wixsite.com/kenny/my-art-map

บันทึกผลงาน

The Spirit of Ancient Phichai
Art Journey #1 / Conceptual Art
Concept: Kenny Witthaya Srimuang (Kenny Keng)
Artist: Molecule of Arts group
2018
Phichai, Uttaradit, Thailand

Opening & Workshop: 16 March 2018
Ancient City Wall, Phichai

Exhibition: 16 March – 11 April 2018
PHICHAI GALLERY & NOODLES, Phichai, Uttaradit

Archive & Press

บทความนี้เรียบเรียงจากบันทึกส่วนตัวของผม เอกสาร archive ของงาน และหลักฐานข่าวร่วมสมัย เพื่อบันทึก The Spirit of Ancient Phichai ในฐานะส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการทางความคิดในการทำงานศิลปะของผม

• Thai Rath Online, 21 March 2018: รายงานกิจกรรม “จิตวิญญาณแห่งเมืองโบราณ” การรวมศิลปินจาก 4 เมืองประวัติศาสตร์ และการใช้กำแพงเมืองพิชัยเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ https://www.thairath.co.th/news/local/north/1234196

• สวท.อุตรดิตถ์ กรมประชาสัมพันธ์ 23 March 2018 ไปชมกำแพงเมืองโบราณพิชัย เมืองเก่าสมัยอโยธยา ที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นห้องโถงแสดงนิทรรศการศิลปะ ของศิลปินชื่อดังระดับประเทศกว่า 10 คน งานนี้ มีแม่หญิงการะเกดด้วยนะเจ้าคะ https://www.facebook.com/share/v/1CAUUYobtS/

• Kenny Keng Archive: บันทึกงาน The Spirit of Ancient Phichai ในฐานะ Art Journey #1 และ Conceptual Art พร้อมวันจัดแสดงและสถานที่ https://kennyart.wixsite.com/kenny/single-post/2018/03/19/The-spirit-of-ancient-Phichai-Exhibition

• Kenny Keng Art Map: ภาพ archive และรายชื่อศิลปินที่ร่วมในงาน https://kennyart.wixsite.com/kenny/my-art-map

Kenny Keng
Thai Contemporary Zen Artist