“ถ้ามีใครถามว่าผมเชื่ออะไรมากที่สุดในฐานะศิลปิน คำตอบของผมสั้นมาก ภาพหนึ่งภาพคือหนังสือหนึ่งเล่มครับ”


 

ทำไมภาพหนึ่งภาพถึงเป็นหนังสือหนึ่งเล่ม

          ประโยคที่ว่า ‘ภาพหนึ่งภาพคือหนังสือหนึ่งเล่ม’ เป็นประโยคที่ผมพูดกับตัวเองบ่อยๆ เวลานั่งทำงาน และมันเป็นประโยคที่สรุปปรัชญาการทำงานของผมได้ดีที่สุด ความหมายของประโยคนี้คือการที่ภาพวาดหนึ่งภาพสามารถบรรจุเรื่องราวได้ไม่สิ้นสุด สามารถบอกเล่าความทรงจำทั้งชีวิต สามารถทำให้คนดูยิ้มหรือร้องไห้ได้ โดยไม่ต้องอ่านข้อความใดๆ เลย
          ผมเชื่อเสมอว่าศิลปะเปรียบเสมือนอีกภาษาหนึ่งที่สามารถใช้สื่อสารกับผู้คนได้โดยตรง ข้ามพ้นกำแพงของภาษาพูดและภาษาเขียน คนจีนกับคนไทยอาจจะคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่พอเห็นภาพวาดเดียวกัน ทั้งสองคนอาจจะรู้สึกบางอย่างที่คล้ายกันได้ นี่คือความมหัศจรรย์ของภาษาภาพที่ภาษาพูดไม่มี
          และเพราะเหตุนี้ ผมจึงชอบวาดภาพที่มี ‘พื้นที่ว่าง’ ให้คนดูได้จินตนาการต่อครับ ผมไม่อยากวาดทุกอย่างให้จบในเฟรมเดียว ผมอยากทิ้งปลายทางไว้ให้คนดูเดินต่อเอง เหมือนนักเขียนที่จบบทสุดท้ายของนิยายแบบเปิด ให้คนอ่านได้คิดต่อว่าตัวละครจะไปทางไหน งานของผมก็เหมือนกันครับ ผมวาดจุดเริ่มต้น ส่วนจุดจบอยู่ที่ใจของคนดู
 

เส้นพู่กันคือการหายใจของผม

          คนทั่วไปที่ดูงานของผมอาจจะเห็นแค่ตัวอักษรไทยแนวตั้งที่เขียนด้วยพู่กันจีน หรืออาจจะเห็นแค่ภาพแมว ภาพกระต่าย ภาพธรรมชาติเรียบๆ แต่สิ่งที่ผมอยากให้คนเห็นจริงๆ คือ ‘ลมหายใจ’ ของผมที่ฝากทิ้งไว้บนผืนผ้าใบ ตัวอักษรและเส้นสายในงานของผมไม่ได้เกิดจากการพิมพ์หรือการวาดธรรมดา แต่เป็นเส้นที่ลากออกมาจากจังหวะการกลั้นและปล่อยลมหายใจของผมในวินาทีที่ผมลงพู่กันจริงๆ
          เวลาผมจะลงพู่กันสักเส้นหนึ่ง ผมต้องสูดลมหายใจเข้า กลั้นไว้ แล้วปล่อยพู่กันลงไปในจังหวะที่ลมหายใจเริ่มออก หากผมหายใจไม่สม่ำเสมอ เส้นก็จะสั่น หากผมกลั้นลมหายใจนานเกินไป เส้นก็จะเกร็ง หากผมรีบร้อน เส้นก็จะขาด ดังนั้นทุกเส้นในงานของผมคือหลักฐานของการหายใจของผมในนาทีนั้น เป็นหลักฐานที่ซื่อสัตย์ที่สุด เพราะมันหลอกไม่ได้

          นี่คือเหตุผลที่ผมบอกเสมอว่างานศิลปะต้องดูของจริง ไม่ใช่ดูผ่านภาพถ่าย เพราะภาพถ่ายเก็บได้แค่รูปทรง เก็บสีได้ใกล้เคียง แต่เก็บ ‘ลมหายใจ’ ที่อยู่ในเส้นไม่ได้ เวลาคุณยืนอยู่หน้าผลงานตัวจริงของผม คุณจะรู้สึกถึงจังหวะที่ผมหายใจอยู่ในนั้น รู้สึกถึงน้ำหนักของพู่กัน รู้สึกถึงความลังเลเล็กๆ ในเสี้ยววินาที สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้งานของผมมีชีวิต และเป็นสิ่งที่เครื่องจักรหรือ AI ยังทำไม่ได้
 

ศิลปินในแบบที่ผมอยากจะเป็น

          ถ้าจะให้ผมสรุปปรัชญาการทำงานของผมในประโยคเดียว ผมคงบอกว่าผมอยากเป็นศิลปินที่ ‘ซื่อสัตย์กับตัวเอง’ ครับ ซื่อสัตย์ในความหมายที่ว่าทุกเส้นที่ผมลงไปต้องเป็นเส้นที่ผมรู้สึกจริงๆ ไม่ใช่เส้นที่ผมวาดเพื่อเอาใจตลาด ไม่ใช่เส้นที่ผมลอกเลียนมาจากคนอื่น ไม่ใช่เส้นที่ผมใช้แค่ทักษะฝีมือลากออกมาแบบไม่มีหัวใจ ถ้าเส้นไหนไม่ซื่อสัตย์ ผมยอมขยำกระดาษทิ้งมากกว่าเซ็นชื่อลงไป
          ผมยังอยากเป็นศิลปินที่ใช้งานของตัวเองเยียวยาตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก และถ้าหลังจากที่งานเยียวยาผมแล้ว มันยังมีพลังพอที่จะไปเยียวยาคนอื่นต่อได้ นั่นคือของแถมที่ผมรู้สึกขอบคุณ แต่ผมจะไม่วาดรูปโดยตั้งต้นว่าต้องเยียวยาใคร เพราะการทำแบบนั้นจะทำให้งานสูญเสียความจริงใจไป งานที่ตั้งใจจะช่วยคนอื่นมากเกินไป มักจะจบลงด้วยการช่วยใครไม่ได้เลย รวมถึงตัวผู้สร้างเอง
          และสุดท้าย ผมอยากเป็นศิลปินที่ใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ผมไม่จำเป็นต้องไปอยู่กรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องไปอยู่โตเกียว ไม่จำเป็นต้องไปอยู่นิวยอร์กเพื่อที่จะเป็นศิลปินที่ ‘ประสบความสำเร็จ’ สำหรับผม ความสำเร็จคือการที่ผมตื่นนอนทุกเช้าและอยากจับพู่กัน คือการที่ผมมีคนเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่เข้าใจงานของผม คือการที่ผมยังมีลมหายใจเหลือพอที่จะลงเส้นใหม่บนผ้าใบในวันพรุ่งนี้ เท่านี้ก็เพียงพอสำหรับชีวิตหนึ่งชีวิตแล้วครับ
 
 

วิทยา ศรีม่วง (Kenny Keng)