“มีช่วงหนึ่งในชีวิตที่ผมไม่สามารถยกพู่กันขึ้นมาวาดอะไรได้เลย และมีช่วงหนึ่งที่ผมต้องเริ่มต้นวาดใหม่ด้วยมือที่สั่น”

 

หนึ่งปีที่ผมหยุดทุกอย่าง

          ก่อนหน้านี้ผมเป็นคนที่ทำงานศิลปะและเขียนหนังสือมาเรื่อยๆ แบบไม่เคยหยุด ผมมีหนังสือเล่มแรกเกี่ยวกับพิชัย หนังสือเล่มที่สองชื่อ ‘The Painter’ เป็นเรื่องราวของจิตรกรนักเขียนกับแม่ที่ป่วยเป็นมะเร็ง ผมมีโครงการใหม่ๆ รออยู่ในคิวเสมอ ชีวิตผมเดินไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องและผมก็คิดว่าจะเป็นแบบนี้ไปตลอด

          แต่แล้วเหตุการณ์ที่ผมไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นในชีวิตก็เกิดขึ้น ผมสูญเสียลูกชายไปครับ การสูญเสียครั้งนั้นทำให้ทุกอย่างที่ผมเคยยึดถือพังทลายลงในพริบตา ผมไม่สามารถเขียนหนังสือต่อได้ ไม่สามารถวาดรูปต่อได้ ไม่สามารถแม้แต่จะอธิบายความรู้สึกของตัวเองให้ใครฟัง ผมต้องหยุดงานทั้งหมดไปประมาณหนึ่งปีตามจังหวะของชีวิตที่บังคับให้ผมต้องหยุด

          หนึ่งปีนั้นเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่อยากพูดถึงในรายละเอียดมากนัก เพราะมันเต็มไปด้วยความเสียใจอย่างมหาศาลที่ภาษาใดๆ ในโลกนี้ก็บรรยายไม่หมด สิ่งเดียวที่ผมพอจะพูดได้คือในช่วงนั้น ผมเข้าใจเป็นครั้งแรกในชีวิตว่าทำไมคนบางคนถึงเลิกทำงานศิลปะไปเฉยๆ มันไม่ใช่เพราะเขาไม่รักมันอีกต่อไป แต่เพราะหัวใจของเขาหนักเกินกว่าที่มือจะยกพู่กันขึ้นมาได้

 

การอัปโหลดโปรแกรมใหม่ให้สมอง

          ในช่วงหนึ่งปีนั้น ผมค่อยๆ เรียนรู้ที่จะอยู่กับความสูญเสียไปทีละวัน ผมเริ่มพยายามสร้างความทรงจำใหม่ให้ตัวเอง พยายามอัปโหลดโปรแกรมใหม่ให้สมองของผมเรียนรู้วิธีรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่รู้ว่ามันเป็นคำที่ถูกต้องทางจิตวิทยาหรือเปล่า แต่มันคือภาษาที่ผมใช้อธิบายกระบวนการนั้นให้ตัวเองฟังในตอนนั้น

          ผมเริ่มกลับมาจับพู่กันอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะผมหายแล้ว แต่เพราะผมรู้ว่าถ้าผมไม่ทำอะไรเลย ผมจะจมลงไปมากกว่านี้ ภาพแรกๆ ที่ผมวาดในช่วงกลับมา มันไม่สวยหรอกครับ เส้นสั่น สมาธิไม่นิ่ง บางภาพผมวาดไปร้องไห้ไป แต่ผมรู้ว่าผมต้องทำมันเพื่อพาตัวเองออกมาจากที่มืด

          ภาพวาดและข้อความที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นค่อยๆ รวมตัวกันเป็นซีรีส์หนึ่งที่ผมตั้งชื่อว่า ‘F13’ ซีรีส์นี้ได้แรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์สูญเสียครั้งนั้นโดยตรง มันเป็นงานที่ผมไม่ได้วาดเพื่อขาย ไม่ได้วาดเพื่อโชว์ แต่วาดเพื่อเก็บความรู้สึกในช่วงเวลาที่ยากที่สุดของชีวิตไว้ในรูปแบบที่ผมถ่ายทอดมันออกมาได้

 

ศิลปะที่เยียวยาตัวเองก่อน แล้วจึงเยียวยาผู้อื่น

          ประสบการณ์ครั้งนั้นสอนให้ผมเข้าใจความหมายของประโยคที่ผมเคยพูดออกไปโดยไม่รู้ความลึกซึ้งของมัน นั่นคือประโยคที่ว่า ‘สุดยอดของการสร้างงานศิลปะคือมันต้องเยียวยาและดูแลจิตใจของตนเองได้ก่อนเป็นอันดับแรก’ เมื่อก่อนผมพูดประโยคนี้ในเชิงปรัชญา แต่หลังจากเหตุการณ์สูญเสียลูกชาย ผมเข้าใจประโยคนี้ในเชิงที่เป็นจริง ในระดับที่เลือดและเนื้อเข้าใจ ไม่ใช่แค่สมองเข้าใจอีกต่อไป

          งานในซีรีส์ F13 จึงไม่ใช่แค่งานศิลปะ มันคือยาที่ผมทำขึ้นเพื่อรักษาตัวเอง และหลังจากที่ผมเริ่มดีขึ้น ผมก็พบว่างานเหล่านั้นเริ่มทำหน้าที่ของมันเอง มันเริ่มสื่อสารกับคนดูที่เคยผ่านประสบการณ์คล้ายกัน มีคนส่งข้อความมาหาผมบอกว่าเห็นภาพแล้วร้องไห้ บอกว่ารู้สึกเหมือนมีคนเข้าใจ บอกว่าพวกเขากล้าจะพูดเรื่องความสูญเสียของตัวเองออกมาหลังจากเห็นงานของผม

          นั่นคือตอนที่ผมเข้าใจว่างานศิลปะที่กลั่นกรองมาจากหัวใจของเราอย่างจริงใจ มันจะแยกขาดจากผู้สร้างในที่สุด และทำหน้าที่เยียวยาผู้คนที่มีปัญหาเดียวกันได้ด้วยตัวของมันเอง โดยที่ผมไม่ต้องเข้าไปอธิบาย ไม่ต้องชักจูง ไม่ต้องแม้แต่จะอยู่ตรงนั้น สิ่งที่ผมทำได้คือสร้างมันออกมาให้ซื่อตรงกับตัวเองมากที่สุด แล้วปล่อยให้มันเดินทางไปหาคนที่ต้องการมันในที่ๆ มันต้องไป นี่คือบทเรียนที่ลูกชายของผมทิ้งไว้ให้ผมในฐานะของขวัญที่ขมที่สุดและล้ำค่าที่สุดที่ผมเคยได้รับมา

   
วิทยา ศรีม่วง (Kenny Keng)