“คนส่วนใหญ่มองพิชัยเป็นแค่เมืองผ่าน แต่ผมมองเห็นมันเป็นหนังสือทั้งเล่มที่รอคนมาอ่าน”
ทำไมคนพิชัยถึงเขียนหนังสือเกี่ยวกับพิชัย
ผมเป็นคนพิชัยโดยกำเนิดครับ เกิดที่นี่ เติบโตที่นี่ และตอนนี้ก็กลับมาปักหลักทำงานศิลปะที่นี่หลังจากเคยเดินทางไปมาหลายที่ในโลก ผมรู้จักเมืองนี้ดีในระดับที่ว่าเวลาใครถามเส้นทางในเมือง ผมตอบได้โดยไม่ต้องเปิดแผนที่ รู้จักร้านไหนเด็ดที่สุด รู้จักว่าวัดไหนเงียบในช่วงบ่าย รู้จักว่าตลาดไหนควรไปตอนเช้ามืด สิ่งเหล่านี้คือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคนพื้นที่ที่ไม่มีในหนังสือเล่มไหนเลย
แต่สิ่งที่ผมพบคือคนส่วนใหญ่ที่ผ่านพิชัยไปยังเมืองอื่นๆ ในภาคเหนือมักจะมองข้ามเมืองนี้ พวกเขาขับรถผ่าน เห็นป้ายว่า ‘พิชัย’ แล้วก็เลยไป เพราะไม่รู้ว่าที่นี่มีอะไร ผมรู้สึกเสียดายมานานว่าเมืองที่มีประวัติศาสตร์ลึก มีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ มีผู้คนที่มีไมตรีจิตขนาดนี้ ทำไมถึงเป็นแค่ ‘เมืองผ่าน’ ในสายตาคนทั่วไป
ผมเลยตัดสินใจว่าผมอยากเขียนหนังสือสักเล่มเกี่ยวกับพิชัย เป็นหนังสือที่ไม่ใช่ไกด์บุ๊กธรรมดา ไม่ใช่แค่รายการ 10 ที่ต้องไป แต่เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องเมืองผ่านสายตาของคนที่รักเมืองนี้จริงๆ หนังสือที่อ่านแล้วคนอ่านรู้สึกว่าอยากหยุดรถที่พิชัยบ้างสักครั้ง ไม่ใช่แค่ขับผ่านไปตรงๆ
เมืองเล็กแต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ
ชื่อหนังสือเล่มแรกของผมคือ ‘พิชัย เมืองเล็กแต่ใหญ่ที่ตกสำรวจ’ ครับ ชื่อนี้มาจากความรู้สึกของผมที่ว่าพิชัยเป็นเมืองที่ขนาดทางกายภาพเล็กก็จริง แต่เรื่องราวและประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ในเมืองนี้ใหญ่มาก ใหญ่จนคนภายนอกคาดไม่ถึง และคำว่า ‘ตกสำรวจ’ ในที่นี้หมายถึงการที่เมืองนี้ถูกมองข้ามโดยไกด์บุ๊กและแผนที่ท่องเที่ยวกระแสหลักมาโดยตลอด
ในหนังสือเล่มนี้ ผมรวบรวมเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมืองตั้งแต่ยุคที่พิชัยยังเป็นเมืองสำคัญในเส้นทางการค้าของภาคเหนือ เล่าถึงประเพณีและวัฒนธรรมของคนที่นี่ เล่าถึงวัดและสถานที่เก่าแก่ที่บางแห่งยังไม่เคยมีใครบันทึกไว้อย่างจริงจังมาก่อน และที่สำคัญที่สุดคือผมเล่าถึงผู้คน ผู้คนที่ผมเจอในชีวิตประจำวัน ป้าร้านก๋วยเตี๋ยวเจ้าประจำของผม ลุงที่ขายผักอยู่หน้าตลาด พระที่วัดใกล้บ้าน ทุกคนเหล่านี้คือเส้นด้ายที่ถักทอให้พิชัยมีชีวิตในแบบที่มันเป็น
สิ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ต่างจากหนังสือท่องเที่ยวทั่วไปคือภาพประกอบครับ ผมวาดเองทุกภาพโดยใช้สไตล์ที่ผสมผสานกับกลิ่นอายแบบไทเซน มีการใช้สีซีเปียและการวาดแผนที่แบบแอนทีค เพื่อให้หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่หนังสือข้อมูล แต่เป็นหนังสือที่มีอารมณ์และจิตวิญญาณของเมืองพิชัยอยู่ในทุกหน้า คนอ่านจะได้สัมผัสพิชัยทั้งผ่านตัวอักษรและผ่านเส้นพู่กันของผมไปพร้อมๆ กัน
มากกว่าหนังสือ คือคำขอบคุณ
กระบวนการทำหนังสือเล่มนี้ใช้เวลานานมาก เพราะผมไม่ได้แค่นั่งพิมพ์ข้อความ ผมต้องลงพื้นที่ไปคุยกับคนในเมือง ไปหาข้อมูลในห้องสมุด ไปค้นเอกสารเก่าในหอจดหมายเหตุ ไปวาดสถานที่ต่างๆ ในหลายๆ ช่วงเวลาของวัน เพื่อเก็บแสงเงาที่แตกต่างกัน บางวันผมออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืดเพื่อไปวาดวัดตอนที่ยังไม่มีนักท่องเที่ยว และกลับบ้านเมื่อแสงสุดท้ายของวันตกลงไปแล้ว
สำหรับผม หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แค่ผลงานศิลปะหรือผลงานเขียน มันเป็นเหมือนคำขอบคุณที่ผมมีให้กับเมืองที่ให้กำเนิดผม เมืองที่ให้ที่พักกับผม เมืองที่อนุญาตให้ผมกลับมาทำงานศิลปะได้อย่างสงบโดยไม่มีใครกดดัน ถ้าผมไม่ได้เกิดที่พิชัย ผมคงไม่ได้เป็นศิลปินในแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และหนังสือเล่มนี้คือวิธีที่ผมตอบแทนบุญคุณของเมือง
หลังจากหนังสือเล่มนี้ออกมา ผมมีความสุขมากเวลาเห็นนักท่องเที่ยวหยิบหนังสือของผมมาถามทางที่ Kenny House แล้วออกไปปั่นจักรยานเที่ยวตามจุดต่างๆ ในเมืองด้วยตัวเอง นั่นคือสิ่งที่ผมหวังจะได้เห็นมาตลอด พิชัยไม่จำเป็นต้องกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวใหญ่โต แค่มีคนสักกลุ่มที่เริ่มหยุดรถและใช้เวลากับเมืองนี้ ผมก็พอใจแล้วครับ